เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการตรวจสอบองค์กรในกระบวนการยุติธรรมและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

        ตัวอย่างที่ ๓ การวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกรณีที่มีข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงคล้ายคลึงกันโดยใช้มาตรฐานแตกต่างกัน ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม
สรุปประเด็น: ผู้ร้องเรียนได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งนายกเทศมนตรี ซึ่งผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลได้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ร้องเรียนและได้ประกาศให้ผู้ร้องเรียนเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีแล้ว ต่อมา มีผู้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดว่า ผู้ร้องเรียนเคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีสองวาระติดต่อกันแล้ว จึงมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ต่อมา คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้วมีมติว่า ผู้ร้องเรียนเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา ๔๕ (๑๗) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ ประกอบมาตรา ๔๘ สัตต แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ อย่างไรก็ดี ผู้ร้องเรียนเห็นว่า ผู้ร้องเรียนเคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีที่มาจากการเลือกของสมาชิกสภาเทศบาลด้วยกันเองตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ต่อมาเมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ โดย พระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้มีการจัดการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ซึ่งผู้ร้องเรียนเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง จึงเป็นการดำรงตำแหน่งวาระแรกตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเรียนดำรงตำแหน่งติดต่อกันสองวาระ ผู้ร้องเรียนจึงทำหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ทบทวนมติดังกล่าว แต่ได้รับการเพิกเฉย กระทั่ง ผู้ร้องเรียนได้รับทราบกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมือง พ. ซึ่งมีข้อเท็จจริงในเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งเหมือนกับกรณีของ ผู้ร้องเรียนแตกต่างจากกรณีของผู้ร้องเรียน ผู้ร้องเรียนจึงได้ทำหนังสือขอทราบรายละเอียดและเหตุผลคำวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมือง พ. และผลการพิจารณาทบทวนคำวินิจฉัยกรณีของ ผู้ร้องเรียน ต่อมา คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือแจ้งว่า การพิจารณาวินิจฉัยคุณสมบัติของ ผู้ร้องเรียนเป็นการกระทำการตามหน้าที่โดยสุจริต และไม่มีเหตุอื่นใดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาทบทวนมติดังกล่าวแต่อย่างใด จึงให้ยุติเรื่อง
        ผู้ร้องเรียนเห็นว่า การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้วินิจฉัยว่าผู้ร้องเรียนเป็นผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรี นั้น เป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ถูกต้อง และเป็นการเลือกปฎิบัติโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งผู้ร้องเรียนได้ใช้สิทธิร้องเรียนต่อองค์กรที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด แต่ก็มิได้รับการแก้ไขความเดือดร้อนเสียหายแต่อย่างใด เนื่องจากติดขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๓๙ ที่บัญญัติให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สุด จึงร้องเรียนมายังผู้ตรวจการแผ่นดิน ผลการพิจารณา: ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้รับคำชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมเอกสารและหลักฐานของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง สรุปได้ดังนี้
        ๑. การวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ร้องเรียน เป็นการใช้อำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ ๕๒/๒๕๔๖ และศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งที่ ๓๑๑/๒๕๕๐ สรุปความได้ว่า การวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งถือเป็นยุติ ดังนั้น การใช้อำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการพิจารณาเรื่องของผู้ร้องเรียนจึงถือเป็นยุติ
        ๒. กรณีผลการวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมือง พ. ที่แตกต่างไปจากกรณีของผู้ร้องเรียน นั้น เห็นว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นการวินิจฉัยและการลงมติโดยมติเสียงข้างมากในการวินิจฉัยแต่ละครั้ง ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๑๑/๒๕๕๐ แล้ว คำวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งถือเป็นยุติ
        ๓. ส่วนประเด็นที่ว่า มีกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้วินิจฉัยคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีในเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งในกรณีที่เหมือนกับกรณีของผู้ร้องเรียนอีกหรือไม่ อย่างไร นั้น ปรากฏว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติรับทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ก. ที่สั่งให้รับสมัครผู้สมัครรายหนึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนคร ก. ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ ๕/๒๕๔๖ เรื่อง มอบอำนาจให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ดำเนินการรับคำร้องและวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๖
        ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียน คำชี้แจงจากคณะกรรมการการเลือกตั้งประกอบกับ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้พิจารณาวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ร้องเรียนแตกต่างจากกรณีของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมือง พ. และกรณีผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีนคร ก. ทั้งๆ ที่ ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ใช้ในการพิจารณาในกรณีของผู้สมัครทั้งสองรายดังกล่าวเหมือนหรือคล้ายคลึงกับกรณีของผู้ร้องเรียน ซึ่งการมีความเห็นแตกต่างกันในกรณีที่ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงคล้ายคลึงกันนั้น แสดงให้เห็นว่า การวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ได้ใช้มาตรฐานเดียวกันในการวินิจฉัยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ถึงแม้ว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งจะเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๓๖ วรรคหนึ่ง (๕) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ก็ตาม แต่คำวินิจฉัยดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม ทำให้ผู้ร้องเรียนได้รับความเสียหายและมีผลกระทบต่อสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ร้องเรียน การลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งในกรณีของผู้ร้องเรียนจึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่คลาดเคลื่อนไปจากผลการลงมติที่ควรจะเป็น ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเสนอแนะให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาให้ผู้ร้องเรียนเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรี เมื่อมีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีในครั้งต่อไป