สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน

    ผู้ตรวจการแผ่นดินแถลงผลการวินิจฉัยกรณีการจัดซื้อเรือดำน้ำ S-26Tและกรณีกระบวนการตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติประกอบว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และ พ.ศ. 2550 ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
       วันที่ 26 กรกฎาคม 2560เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุม 903 ชั้น 9 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการและโฆษกสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงผลการวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินกรณีการจัดซื้อเรือดำน้ำ S-26T ระหว่างกองทัพเรือกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน และกรณีกระบวนการตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติประกอบว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และ พ.ศ. 2550 ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
       กรณีการจัดซื้อเรือดำน้ำ S-26T นายรักษเกชา เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากนายศรีสุวรรณ จรรยา และคณะ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ด้วยเห็นว่าการดำเนินการจัดซื้อเรือดำน้ำ S-26T ระหว่างกองทัพเรือกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามโครงการจัดหาเรือดำน้ำของกระทรวงกลาโหม โดยกองทัพเรือ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 23 ประกอบพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 พ.ศ.2560 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และการที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กองทัพเรือจัดซื้อเรือดำน้ำโดยมิได้ขอความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติก่อนนั้น ขัดต่อบทบัญญัติ มาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 นั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและวินิจฉัยร่วมกันแล้ว เห็นว่ากองทัพเรือได้เสนอการจัดหาเรือดำน้ำไว้ในคำของบประมาณของกองทัพเรือประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 โดยบรรจุรายการโครงการจัดหาเรือดำน้ำระยะที่ 1 ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างศักยภาพการป้องกันประเทศ โครงการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ งบรายจ่ายอื่น ในลักษณะก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 - 2566 ซึ่งเป็นไปตามภารกิจหน้าที่ความรับผิดชอบและยุทธศาสตร์กองทัพเรือ (พ.ศ. 2558 - 2567) และสอดคล้องกับนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2558 - 2564) กรณีนี้จึงต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการก่อหนี้ผูกพันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา 23 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ภายหลังจากพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2559 แล้ว สำนักงบประมาณได้รวบรวมรายการที่จะต้องก่อหนี้ผูกพันของส่วนราชการต่างๆ เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งรวมถึงโครงการจัดหาเรือดำน้ำตามที่กองทัพเรือเสนอด้วย ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2559 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้กองทัพเรือก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ โครงการจัดหาเรือดำน้ำ ระยะที่ 1 วงเงินงบประมาณ 13,500 ล้านบาท ซึ่งอยู่ภายในระยะเวลาหกสิบวันนับตามกำหนด ส่วนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560 นั้น เป็นการรับทราบและเห็นชอบตามความเห็นของสำนักงบประมาณก่อนดำเนินการต่อไป เนื่องจากเป็นโครงการที่ก่อหนี้ผูกพันมีวงเงินรวมเกิน 1,000 ล้านบาท ก่อนดำเนินการต่อไปส่วนราชการเจ้าของเรื่องจะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบอีกครั้งหนึ่ง ตามระเบียบการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กรณีนี้จึงมิได้ขัดต่อกฎหมายวิธีการงบประมาณแต่อย่างใด ในการนี้ คณะรัฐมนตรีได้นำความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาและกระทรวงการต่างประเทศที่มีความเห็นในทำนองเดียวกันว่า ข้อตกลงจ้างสร้างเรือดำน้ำมีลักษณะเป็นการทำสัญญาซื้อขายในเชิงพาณิชย์ในทำนองเดียวกับการทำสัญญาระหว่างเอกชนกับเอกชน มิได้อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาประกอบการพิจารณาให้ความเห็นชอบและมีมติอนุมัติโครงการจัดหาเรือดำน้ำแล้ว ซึ่งแสดงว่าคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วว่าการดำเนินการตามโครงการจัดหาเรือดำน้ำมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 178 กรณีนี้จึงไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน และหากคณะรัฐมนตรีเห็นว่าหนังสือสัญญาดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา คณะรัฐมนตรีก็มีอำนาจที่จะเสนอเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา 178 วรรคท้าย ประกอบกับบทบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้อำนาจผู้ตรวจการแผ่นดินในการพิจารณาเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองเพื่อพิจารณาวินิจฉัยแต่อย่างใด ดังนั้น กรณีที่มีปัญหาว่าหนังสือสัญญาใดเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนหรือไม่ จึงไม่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดินตาม มาตรา 231 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ทั้งนี้ กองทัพเรือได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ (กจด.) เพื่อศึกษาทั้งในระดับยุทธศาสตร์ ยุทธการ และยุทธวิธี เพื่อปกป้องรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลตั้งแต่ภาวะปกติจนถึงภาวะขัดแย้ง โดยที่โครงการจัดหาเรือดำน้ำได้มีการริเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2537 และได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงการเพื่อให้สอดคล้องกับสถานภาพของงบประมาณที่คาดว่าจะได้รับมาโดยลำดับ และสอดคล้องกับนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าเรือดำน้ำเป็นยุทโธปกรณ์ที่เปี่ยมประสิทธิภาพตามแนวความคิดการรักษาความมั่นคงทางทะเล รวมทั้งมีขีดความสามารถสูง และสามารถปฏิบัติภารกิจได้หลากหลายทั้งในภาวะปกติและภาวะขัดแย้ง จึงเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีความจำเป็นสำหรับกองทัพเรือในการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ประกอบกับการดำเนินการจัดซื้อเรือดำน้ำได้ดำเนินการภายใต้กรอบแผนยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือที่กำหนดไว้แล้ว จึงมิได้เป็นการสร้างภาระแก่ประเทศชาติหรือประชาชนโดยไม่จำเป็นหรือเกินสมควรแก่เหตุแต่อย่างใด ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงวินิจฉัยให้ยุติการพิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าว เนื่องจากการดำเนินการตามโครงการจัดหาเรือดำน้ำของกระทรวงกลาโหม โดยกองทัพเรือ และคณะรัฐมนตรี มิได้มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด กรณีนี้จึงเป็นเรื่องที่มิได้เป็นไปตามมาตรา 230 และมาตรา 231 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
       กรณีกระบวนการตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติประกอบว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และ พ.ศ. 2550 ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นายรักษเกชา เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่ากระบวนการตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และ พ.ศ. 2550 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ นั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและวินิจฉัยร่วมกันแล้ว เห็นว่าบทบัญญัติตามมาตรา 231 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่และอำนาจเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ต้องเป็นเรื่องที่มีปัญหาเกี่ยวกับบทบัญญัติหรือเนื้อหาแห่งกฎหมาย ซึ่งเป็นหลักการตรวจสอบภายหลังประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้วเท่านั้น มิได้ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่และอำนาจเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยถึงกระบวนการตรากฎหมาย ซึ่งเป็นหลักการตรวจสอบก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อคำร้องเรียนระบุว่าพระราชบัญญัติดังกล่าวมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เหตุเพราะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเข้าประชุมไม่ครบองค์ประชุม เมื่อคราวประชุมวันที่ 14 มีนาคม 2550 ในวาระที่ 3 ขั้นลงมติ อันเป็นผลให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ตกไป ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นการขอให้วินิจฉัยถึงกระบวนการตราพระราชบัญญัติว่าเป็นการตราขึ้นโดยถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในขณะนั้นหรือไม่ จึงเป็นคำร้องเรียนที่ไม่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะพิจารณาเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยได้ ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงวินิจฉัยไม่รับคำร้องเรียนของผู้ร้องเรียนไว้พิจารณา