คำวินิฉฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีการกระทำที่ไม่เป็นไปตามประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

        กลุ่มการเมืองสีเขียว โดยนายจาตุรันต์ บุญเบญจรัตน์ และคณะ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๕ ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณา สอบสวนข้อเท็จจริง กรณีการกระทำที่ไม่เป็นไปตามประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ ของบุคคล ๔ คน ดังต่อไปนี้

        ๑. นางนลินี ทวีสิน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลที่มีชื่ออยู่ใน “บัญชีดำ” ของสหรัฐอเมริกา โดยให้การช่วยเหลือการทุจริตของรัฐบาล นายโรเบิร์ต มูกาเบ อดีตประธานาธิบดีของประเทศซิมบับเว
        ๒. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นแกนนำในการจัดการชุมนุมที่ไม่เป็นไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิเสรีภาพ สร้างความเสียหายให้เกิดกับผู้อื่น และเป็นผู้ถูกตั้งข้อหาร้ายแรงในคดีก่อการร้าย
        ๓. นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
        ๔. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ใส่ใจในการคัดเลือกบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่คำนึงถึงประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำ

ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาร่วมกันแล้ว มีคำวินิจฉัย ดังนี้

๑. กรณีการร้องเรียนนางนลินี ทวีสิน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงจากการสอบสวนพบว่า นางนลินี ทวีสิน เป็นบุคคลที่มีชื่ออยู่ในบัญชี Specially Designated National (SDN) ของสหรัฐอเมริกา โดยสำนักงานควบคุมทรัพย์สิน ต่างชาติ กระทรวงการคลัง (Office of Foreign Assets Control (OFAC), U.S. Department of the Treasury) ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ แต่เนื่องจากนางนลินี ทวีสิน ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๕ ดังนั้น กรณีนางนลินี ทวีสิน ถูกกล่าวหาและขึ้นบัญชี SDN ของสหรัฐอเมริกาจึงเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนที่บุคคลดังกล่าวจะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการการเมือง ตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ กรณีจึงมิอาจถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมตามระเบียบดังกล่าว ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงวินิจฉัยให้ยุติการพิจารณาเรื่องร้องเรียนในประเด็นดังกล่าว

๒. กรณีการร้องเรียนนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่มีการกล่าวหา นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นแกนนำแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. และถูกตั้งข้อหาร้ายแรงโดยเฉพาะข้อหาการก่อการร้าย ข้อเท็จจริงจากการสอบสวนพบว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ถูกฟ้องร้องเป็นจำเลยในคดีอาญา ตามคดีหมายเลขดำที่ อ. ๒๕๔๒/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ แต่เนื่องจาก นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๕ ดังนั้น กรณีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นแกนนำแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. จึงเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนที่บุคคลดังกล่าวจะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการการเมือง ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ กรณีจึงมิอาจถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมตามระเบียบดังกล่าว ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงวินิจฉัยให้ยุติการพิจารณาเรื่องร้องเรียนในประเด็นดังกล่าว

๓. กรณีการร้องเรียนนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี
ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๔ บัญญัติว่า “สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และราชการในพระองค์ มีเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี...” และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๒ กำหนดให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีภารกิจเกี่ยวกับราชการของคณะรัฐมนตรี การประสานราชการกับรัฐสภา การประสานราชการกับส่วนราชการในพระองค์ ฯลฯ โดยให้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับราชการของคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจึงมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของคณะรัฐมนตรีและที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี

จากข้อเท็จจริงที่ชี้แจงว่า การตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไม่มีหลักเกณฑ์กำหนดไว้ แต่ในทางปฏิบัติเป็นความรับผิดชอบของบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งและหน่วยงานผู้เสนอชื่อที่จะตรวจสอบความถูกต้องของคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม โดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะทำหน้าที่กลั่นกรองความถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเท่านั้น ซึ่งได้จัดทำแบบแสดงประวัติ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีเพื่อประกอบพระบรมราชวินิจฉัย (แบบ รมต.๑) และแบบแสดงคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม สำหรับผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีใช้ตรวจสอบและรับรองตนเอง (แบบ รมต.๒) ให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกรอกข้อมูลด้วยตนเอง เพื่อเป็นการตรวจสอบและยืนยันคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลนั้น และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาโดยตลอด ในกรณีของนางนลินี ทวีสิน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้มีการกรอกข้อมูลในแบบแสดงประวัติฯ และแบบแสดงข้อมูลคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกัน

ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่า แม้กฎหมายมิได้บัญญัติไว้โดยชัดเจนให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี แต่ในทางปฏิบัติการแต่งตั้งรัฐมนตรีแต่ละครั้ง รวมทั้งครั้งนี้ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็ได้ดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามแนวทางและมาตรฐานการดำเนินการที่เคยปฏิบัติมาโดยตลอด กรณีการร้องเรียนในประเด็นนี้ จากการสอบสวนจึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ปฏิบัติแตกต่างไปจากที่เคยปฏิบัติมา ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงวินิจฉัยให้ยุติการพิจารณาเรื่องร้องเรียนในประเด็นนี้ ตามมาตรา ๒๘ (๓) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๕๒

อย่างไรก็ดี โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๗๙ วรรคสี่ บัญญัติว่า “การพิจารณา สรรหา กลั่นกรอง หรือแต่งตั้งบุคคลใดเข้าสู่ตำแหน่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้อำนาจรัฐ รวมทั้งการโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษบุคคลนั้น จะต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรมและคำนึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าวด้วย” ดังนั้น ในการพิจารณากลั่นกรองแต่งตั้งบุคคลใดเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้อำนาจรัฐจึงไม่เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ชี้แจงมาข้างต้น แต่จะต้องคำนึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๕๒ เสนอแนะให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำเนินการปรับปรุงวิธีการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี ให้ครบถ้วนและครอบคลุมถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อประกอบการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ในคราวต่อๆ ไปด้วย

๔. กรณีการร้องเรียนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ผู้ตรวจการแผ่นดินได้พิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่า

๔.๑ การแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ ในตำแหน่งรัฐมนตรี กฎหมายมิได้กำหนดให้เพียงแต่พิจารณาจากบุคคลที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๑๗๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๗๙ วรรคสี่ เพื่อให้ได้บุคคลที่มีทั้งความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมและจริยธรรมด้วย ดังนั้น ในการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้อำนาจรัฐ ผู้มีอำนาจในการเสนอชื่อบุคคล เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจึงต้องตรวจสอบคุณสมบัติให้ได้บุคคลที่มีทั้งความรู้ ความสามารถและพฤติกรรมทางจริยธรรม เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาแต่งตั้งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบคุณสมบัติโดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่กลั่นกรองความถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ยังไม่มีการกำหนดวิธีการตรวจสอบในเรื่องพฤติกรรมทางจริยธรรม ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๗๙ วรรคสี่ และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๘

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๕๒ ผู้ตรวจการแผ่นดินโดยความเห็นชอบร่วมกันจึงเสนอแนะให้นายกรัฐมนตรีกำหนดมาตรการและวิธีปฏิบัติในการตรวจสอบพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีขึ้นโดยเร็ว เพื่อใช้ในการแต่งตั้งรัฐมนตรีในคราวต่อๆ ไป โดยในระหว่างที่ยังไม่มีข้อกำหนดดังกล่าว ขอให้นายกรัฐมนตรีนำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ มาใช้โดยอนุโลม เพราะเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมที่กำหนดขึ้นสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง และเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมที่ประชาชนคาดหวังต่อผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง แม้ทางกฎหมายจะไม่มีผลต่อบุคคลที่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งเข้าสู่ตำแหน่ง แต่ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อต้องรับรู้ เข้าใจ และดำรงตน อยู่ในมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวก่อนเข้าสู่ตำแหน่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ และมิอาจกล่าวอ้างได้ว่าในการพิจารณา สรรหา กลั่นกรอง หรือ แต่งตั้งบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๗๙ วรรคสี่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2550/A/047/1.PDF และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ http://www.cabinet.thaigov.go.th/acrobat/Ethics_soc.pdf

นอกจากนี้ ในเรื่องการพิจารณา การสรรหา การกลั่นกรอง การแต่งตั้ง การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษบุคคลผู้ใช้อำนาจรัฐ ขอให้นายกรัฐมนตรีกำชับส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง ให้ถือปฏิบัติให้เป็นไปตามระบบคุณธรรมและคำนึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคล ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๗๙ วรรคสี่ โดยเคร่งครัดด้วย

๒. กรณีการพิจารณาเสนอชื่อแต่งตั้ง นางนลินี ทวีสิน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมทางจริยธรรมของนางนลินี ทวีสิน ซึ่งมีผู้ร้องเรียน และเป็นที่สงสัยของสังคมว่านางนลินี ทวีสิน มีความเหมาะสมที่จะเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ เนื่องจากเป็นผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีของสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติ กระทรวงการคลัง สหรัฐอเมริกา ในประเด็นดังกล่าว สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้ชี้แจงตามรายละเอียดที่ส่งมาด้วย สรุปว่านางนลินี ทวีสิน เป็นผู้ถูกกำหนดชื่อใน Specially Designated National (SDN) ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติกระทรวงการคลัง สหรัฐอเมริกา (Office of Foreign Assets Control (OFAC), U.S. Department of the Treasury) และแม้ว่าจะเป็นการประกาศฝ่ายเดียว แต่ส่งผลให้ผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีดังกล่าวถูกห้ามทำธุรกรรมทางการเงินกับพลเมืองชาวอเมริกัน ถูกอายัดทรัพย์สินที่มีอยู่ในเขตอำนาจของสหรัฐอเมริกา ไม่สามารถติดต่อธุรกรรมประเภทที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือทางการเงินจากสหรัฐอเมริกา และถูกห้ามเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา อีกทั้งการประกาศบัญชีรายชื่อนี้ไม่มีกำหนดวันหมดอายุของการบังคับใช้และไม่มีกำหนดเวลาในการทบทวนรายชื่อ แต่ผู้ถูกกล่าวหาสามารถอุทธรณ์หรือแสดงหลักฐานเพื่อโต้แย้งการมีชื่ออยู่ในบัญชีดังกล่าวได้โดยตรงต่อสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติ สหรัฐอเมริกา

ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่า แม้นางนลินี ทวีสิน จะมีคุณสมบัติและไม่มีข้อห้ามใดๆ ในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีตามกฎหมายไทยก็ตาม แต่เมื่อมีข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยข้างต้น นายกรัฐมนตรีในฐานะที่มีหน้าที่กำกับดูแลการประพฤติปฏิบัติตนของรัฐมนตรี ให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ จึงควรพิจารณาด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งว่า การที่นางนลินี ทวีสิน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชน และอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติภูมิของชาติหรือไม่ ทั้งนี้ ให้นำระเบียบดังกล่าว โดยเฉพาะข้อ ๙ ข้อ ๑๐ และข้อ ๒๗ มาใช้ในการพิจารณา

๓. กรณีการพิจารณาเสนอชื่อแต่งตั้ง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาระหว่างเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒ ถึง พฤษภาคม ๒๕๕๓ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้เป็นแกนนำของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อให้เกิดความวุ่นวายและความไม่สงบขึ้นในบ้านเมืองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. ๒๕๔๒/๒๕๕๓ ขอให้ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๕/๑ และมาตรา ๑๓๕/๒ แม้ว่าคดีดังกล่าวจะอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งยังมิได้มีคำพิพากษาก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงการกระทำของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่พนักงานสอบสวนได้พิจารณาสอบสวนและพนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องคดีต่อศาลแล้ว กรณีดังกล่าวเห็นว่านายกรัฐมนตรียังไม่ได้นำพฤติกรรมทางจริยธรรมของนายญัฐวุฒิ ใสยเกื้อ มาประกอบการพิจารณาอย่างรอบคอบเพียงพอ ก่อนเสนอชื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องในการใช้อำนาจรัฐ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๗๙ วรรคสี่

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๕๒ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเสนอแนะให้นายกรัฐมนตรีรับไปพิจารณาตรวจสอบพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๗๙ วรรคสี่ และตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ ต่อไป