เรื่องร้องเรียนกรณีการปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย

        ตัวอย่างที่ ๑ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ข่มขู่ กลั่นแกล้งผู้ร้องเรียนและครอบครัวให้ย้ายออกไปจากอาคารที่พักอาศัยของทางราชการ
สรุปประเด็น นางสาว ค. ผู้ร้องเรียน กล่าวอ้างว่า ได้ย้ายเข้าไปพักอาศัยในแฟลตข้าราชการตำรวจของสถานีตำรวจภูธรแห่งหนึ่ง ในระหว่างที่ทำการก่อสร้างบ้านและให้บุตรชายมาเรียนหนังสือ ซึ่งห้องพักดังกล่าวมี จ่าสิบตำรวจ ท. ได้สิทธิเข้าพักอาศัย แต่ไม่ได้เข้าพัก จึงให้ ผู้ร้องเรียนเข้าอาศัยแทนโดยได้ชำระค่าสาธารณูปโภคในนามของจ่าสิบตำรวจ ท. ทุกเดือน อีกทั้งได้ปรับปรุงซ่อมแซมห้องพักให้อยู่ในสภาพที่ดีพอใช้อยู่อาศัยได้ ต่อมาในราวเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งพักอยู่ห้องข้างเคียงไม่พอใจที่ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ จึงได้เดินมาเคาะประตูห้องและข่มขู่บุตรของผู้ร้องเรียนว่าจะยิงปืน แล้วจับโยนลงตึก และขู่ว่าจะจัดการไม่ให้ ผู้ร้องเรียนและครอบครัวได้พักอาศัยอยู่ในห้องพักได้อีกต่อไป หลังจากนั้น ผู้ร้องเรียนก็ถูกกลั่นแกล้งถอดสายไฟและเครื่องวัดกระแสไฟฟ้าออกหลายครั้ง ทำให้ภายในห้องพักไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ เมื่อแจ้งเหตุไปยังผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ต่อมา วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ เมื่อผู้ร้องเรียนกลับมาถึงห้องพักพบว่าห้องถูกงัดประตูและเปลี่ยนกุญแจ มองผ่านบานเกร็ดประตูเข้าไปในห้องก็ไม่พบทรัพย์สินของผู้ร้องเรียนอยู่เลย เมื่อไปถึงสถานีตำรวจจึงได้พบว่าทรัพย์สินทั้งหมดของผู้ร้องเรียนถูกเก็บไว้ในห้องขัง อีกทั้งทรัพย์สินอีกหลายรายการก็ยังหาไม่พบ จึงยื่นเรื่องร้องเรียนมายังผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อขอความเป็นธรรมต่อกรณีที่เกิดขึ้น
ผลการพิจารณา สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ประสานเพื่อขอทราบข้อเท็จจริงเบื้องต้นจากทางจังหวัด ซึ่งพบว่าเป็นเรื่องจริงแต่เพียงบางส่วน แต่ทรัพย์สินของผู้ร้องเรียนบางส่วนยังอยู่ในห้องขังของสถานีตำรวจจริง สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจึงมอบหมายให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องร้องเรียนดังกล่าว ในวันที่ ๑๗-๑๘ กันยายน ๒๕๕๒ โดยร่วมประชุมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร ป้องกันจังหวัด และผู้ร้องเรียนพร้อมด้วยสามี ที่ศาลากลางจังหวัด จากการประชุม สรุปข้อเท็จจริงได้ดังนี้
        นางสาว ค. ผู้ร้องเรียน และพันตำรวจโท ช. สามี ได้มาขอพักอาศัยในห้องพักดังกล่าว โดยอ้างกับจ่าสิบตำรวจ ท. ว่าจะขอย้ายเข้ามาช่วยราชการ แต่บ้านพักของตนเองยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ จะมาขอพักอาศัยอยู่เพียง ๑ เดือนเท่านั้น จ่าสิบตำรวจ ท. เห็นว่าเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาและมีความเดือดร้อน จึงอนุญาตให้ผู้ร้องเรียนพร้อมด้วยครอบครัว เข้าพักอาศัยอยู่ในห้องพักของตนเองได้ ระหว่างการพักอาศัยผู้ร้องเรียนและครอบครัวได้ก่อความเดือดร้อนรำคาญ ทะเลาะวิวาท ส่งเสียงดังรบกวน ทำให้มีเหตุกระทบกระทั่งกับห้องข้างเคียงเสมอ ต่อมา เมื่อครบกำหนด ๑ เดือน จ่าสิบตำรวจ ท. จึงทวงถามให้ส่งมอบห้องพักคืน แต่ก็ถูกบ่ายเบี่ยง จนต้องยอมขยายระยะเวลาออกไปอีก ๑ เดือน จนเมื่อครบกำหนด ผู้ร้องเรียนและครอบครัวก็ไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไป ทำให้ จ่าสิบตำรวจ ท. ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากต้องนำบุตรเข้ารับการศึกษาในเขตอำเภอเมือง และยังถูกหักเงินเดือนเป็นค่าสาธารณูปโภค เนื่องจากผู้ร้องเรียนมิได้ชำระให้ในระหว่างที่เข้าพักอาศัยแต่อย่างใด จ่าสิบตำรวจ ท. จึงตัดสินใจส่งมอบห้องพักคืนให้แก่ทางราชการ และแจ้งให้ พันตำรวจโท ช. สามีของผู้ร้องเรียนขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องพักให้แล้วเสร็จภายใน ๓ วัน
        ต่อมา คณะกรรมการบ้านพักของทางราชการได้ประชุมกันและมีมติให้ข้าราชการตำรวจที่มีสิทธิเข้าพักในบ้านพักของทางราชการ ยืนยันสิทธิการเข้าพัก สำหรับผู้ไม่มีสิทธิให้ออกจากบ้านพักของทางราชการภายใน ๓ วัน หากพ้นกำหนดแล้ว ยังไม่ออกจากบ้านพักของทางราชการ ให้ผู้ปกครองอาคารบ้านพักของทางราชการแจ้งความดำเนินคดีข้อหา “บุกรุก” จากนั้น ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร ผู้มีหน้าที่ควบคุมดูแลอาคารดังกล่าว ได้ออกคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและเรียกประชุมคณะกรรมการบ้านพักของทางราชการเพื่อตรวจสอบการเข้าพักอาศัยในบ้านพักที่มีการร้องเรียนว่าเป็นไปโดยถูกต้องหรือไม่ เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๒ โดยให้ตรวจสอบและจัดทำบัญชีทรัพย์สินที่ขนย้ายออกจากห้องพักร่วมกับ จ่าสิบตำรวจ ท. และลงประจำวันบัญชีทรัพย์สินในการขนย้ายให้เรียบร้อย แล้วทำบันทึกรายงานผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร ทราบทันที ซึ่งแม้ผู้ร้องเรียนและครอบครัวจะได้รับทราบประกาศดังกล่าวแล้ว ก็ยังไม่ดำเนินการขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องพัก ทำให้ข้าราชการตำรวจผู้อื่นที่ได้สิทธิเข้าพักอาศัยจึงไม่สามารถเข้าพักได้ กระทั่งเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๒ คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินห้องพักที่มีการร้องเรียนและ จ่าสิบตำรวจ ท. จึงเดินทางไปตรวจสอบทรัพย์สินโดยงัดประตูเข้าไปภายในห้องพักดังกล่าว และนำทรัพย์สินทั้งหมดมาเก็บรักษาไว้ในห้องขังของสถานีตำรวจภูธร ซึ่งได้มีการบันทึกภาพทรัพย์สินของผู้ร้องเรียนไว้ทุกชิ้นในระหว่างการขนย้าย
        ผลการประชุมร่วมกัน ที่ประชุมและผู้ร้องเรียนมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ผู้ร้องเรียนสามารถขนย้ายทรัพย์สินทั้งหมดออกจากห้องขังได้โดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งผู้ร้องเรียนแจ้งว่าจะดำเนินการขนย้ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๒ และสามารถเจรจาไกล่เกลี่ยรอมชอมในปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร ชี้แจงสาเหตุที่นำทรัพย์สินของผู้ร้องเรียนมาเก็บไว้ที่ห้องขัง เพราะผู้ร้องเรียนมีทรัพย์สินจำนวนมาก ไม่มีสถานที่จะจัดเก็บได้ และเกรงว่าจะมีการสูญหายขึ้น อีกทั้งได้ยินยอมให้ผู้ร้องเรียนและสามีมารับมอบทรัพย์สินกลับคืนได้ตลอดเวลา แต่กลับไม่มารับมอบแต่เลือกใช้สิทธิร้องเรียนแทน
        ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า กรณีดังกล่าวสามารถพิจารณาได้ ดังนี้
        ๑. ประเด็นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจงัดประตูห้องพัก และนำทรัพย์สินของผู้ร้องเรียนมาเก็บไว้ในห้องขังของสถานีตำรวจ นั้น กรณีดังกล่าว ผู้ร้องเรียนและครอบครัวไม่มีสิทธิเข้าพักอาศัยในห้องพัก เนื่องจากในเมื่อ จ่าสิบตำรวจ ท. ผู้มีสิทธิเข้าพัก ไม่ยินยอมให้ผู้ร้องเรียนเข้าพักอาศัยอีกต่อไป จ่าสิบตำรวจ ท. จึงได้แจ้งให้ผู้ร้องเรียนขนย้ายทรัพย์สินออกไป ประกอบกับ จ่าสิบตำรวจ ท. ต้องแบกรับภาระค่าสาธารณูปโภคที่ถูกหักจากเงินเดือน เมื่อผู้ร้องเรียนและครอบครัวไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไป ทั้งที่มีการแจ้งเตือนก่อนล่วงหน้าหลายครั้ง จ่าสิบตำรวจ ท. จึงจำเป็นต้องทำเรื่องขอคืนห้องพัก เนื่องจากเกรงว่าตนเองจะถูกดำเนินการทางวินัยไปด้วย คณะกรรมการขนย้ายทรัพย์สินพร้อมด้วยจ่าสิบตำรวจ ท. จึงได้เดินทางเข้าไปขนย้ายทรัพย์สินของผู้ร้องเรียนออกจากห้องพักดังกล่าว โดยมีการเก็บภาพและบันทึกหลักฐานไว้ทุกขั้นตอน รวมทั้งจัดทำบัญชีทรัพย์สินไว้ด้วย
        ๒. ประเด็นที่ผู้ร้องเรียนอ้างว่ามีทรัพย์สินหลายรายการ ชำรุดเสียหาย หรือเสื่อมค่าและสูญหายไป นั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินได้แนะนำให้ผู้ร้องเรียนแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร คณะกรรมการขนย้ายทรัพย์สิน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด ที่มีส่วนทำให้ทรัพย์สินของผู้ร้องเรียนเสียหายหรือสูญหายไปได้ตามประมวลกฎหมายอาญา ประกอบกับทางจังหวัด ได้ส่งผู้ช่วยป้องกันจังหวัดซึ่งเป็นคนกลางมาคอยเป็นพยานในการให้ความเป็นธรรมกับผู้ร้องเรียนในการดำเนินคดีด้วย โดยไม่ต้องเกรงกลัวการข่มขู่หรืออิทธิพลใดๆ ซึ่งผู้ร้องเรียนและสามีขอลงรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น
        ๓. จากการจัดประชุมร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร ยินยอมให้ผู้ร้องเรียนขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องขังได้ และฝ่ายผู้ร้องเรียนก็ยินยอมย้ายออกจากห้องพักดังกล่าวโดยสมัครใจ ในส่วนประเด็นที่มีการกระทบสิทธิของผู้ร้องเรียนและครอบครัว และความเสียหายแก่ทรัพย์สิน ผู้ร้องเรียนสามารถใช้สิทธิดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ตามกฎหมายต่อไป
        อนึ่ง ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาแล้วเห็นว่าแม้ข้อพิพาทในเรื่องร้องเรียนดังกล่าวจะยุติลงได้แล้วก็ตาม แต่การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจในบางส่วนยังไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมายและวิธีปฏิบัติของทางราชการ กล่าวคือ การที่ จ่าสิบตำรวจ ท. อนุญาตให้ พันตำรวจโท ช. และครอบครัวเข้าพักอาศัยในห้องพักโดยไม่ผ่านคณะกรรมการอาคารบ้านพักตามระเบียบของทางราชการ ต่อมาเมื่อ จ่าสิบตำรวจ ท. ไม่ยินยอมให้มีการพักอาศัยอีกต่อไป แต่ผู้ร้องเรียนและครอบครัวไม่ยินยอมย้ายออกไป นั้น ทำให้การกระทำของ พันตำรวจโท ช. และครอบครัวเป็นเพียงการละเมิดสิทธิของผู้อื่นเท่านั้น หาเป็นความผิดฐานบุกรุกสถานที่ของทางราชการไม่ ต้องทำการฟ้องร้องต่อศาล โดยผู้มีอำนาจตามระเบียบในการฟ้องร้องคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องฟ้องขับไล่ตามขั้นตอนของกฎหมาย มิใช่ใช้อำนาจทางปกครองดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายด้วยตนเอง ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเห็นควรให้ตำรวจภูธรภาคกำชับการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ และผู้มีหน้าที่ความรับผิดชอบในการควบคุมดูแลการเข้าพักอาศัยในอาคารบ้านพักของทางราชการ ให้เป็นไปตามระเบียบการเข้าพักอาศัยในอาคารบ้านพักของทางราชการอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดความรักและความสามัคคีของข้าราชการตำรวจ โดยถือเอากรณีตามเรื่องร้องเรียนดังกล่าว เป็นกรณีศึกษาเพื่อมิให้เกิดปัญหาเช่นนี้ต่อไปในอนาคต