เรื่องร้องเรียนกรณีการปฏิบัติหน้าที่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียน

        ตัวอย่างที่ ๑ เจ้าหน้าที่ของรัฐบุกเข้าทำลายพืชผลอาสินที่ผู้ร้องเรียนปลูกไว้ในที่ดินทำกินโดยไม่เป็นธรรม
สรุปประเด็น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ได้ร่วมกันเข้าไปตัดต้นยางพาราและต้นปาล์มน้ำมันในพื้นที่ซึ่งเป็นที่ดินทำกินของราษฎรจำนวน ๘ ราย โดยราษฎรบางรายสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้วเป็นเหตุให้ผู้ร้องเรียนและราษฎรได้รับความเดือดร้อนเสียหาย
ผลการพิจารณา ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียน ประกอบกับได้มอบหมายคณะเจ้าหน้าที่เดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ และร่วมประชุมกับหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้ร้องเรียนและชาวบ้าน สรุปข้อเท็จจริง ได้ดังนี้
        ๑. กรณีพนักงานเจ้าหน้าที่และฝ่ายปกครองเข้ารื้อถอนทำลายพืชผลอาสินในที่ดินดังกล่าว ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตามพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๓๗ นั้น เนื่องจาก ผู้ร้องเรียนได้เข้ายึดถือครอบครองพื้นที่ป่าบริเวณดังกล่าวภายหลังการประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จึงถือเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ซึ่งห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือ ครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ดังนั้น เจ้าหน้าที่ป่าไม้และฝ่ายปกครองจึงใช้อำนาจดำเนินคดีกับผู้ร้องเรียนและพวก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ และก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะเข้าดำเนินการรื้อถอน ทำลายผลอาสิน ในวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๑ ก็ได้ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ผู้กระทำผิดรื้อถอน แก้ไข หรือทำประการอื่นใดแก่สิ่งที่เป็นอันตรายหรือสิ่งที่ทำให้เสื่อมสภาพในเขตป่าสงวนแห่งชาติภายในเวลาที่กำหนด ตามมาตรา ๒๕ (๒) แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ผู้ร้องเรียนและพวกมิได้ปฏิบัติตามภายในเวลาที่กำหนด เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการตามมาตรา ๒๕ (๓) แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ เรื่องร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบของทางราชการแล้ว ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงยุติการพิจารณาเรื่องร้องเรียนในประเด็นนี้
        อย่างไรก็ตาม แม้การเข้ารื้อถอน ทำลายผลอาสินข้างต้น จะเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนของกฎหมาย แต่เมื่อคำนึงถึงแนวนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการทำกินของราษฎรในพื้นที่ป่าไม้ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๐ ที่ผ่อนผันให้ราษฎรสามารถทำกินในพื้นที่ป่าไม้ไปก่อนจนกว่าจะได้ทำการตรวจสอบการเข้ายึดถือครอบครองให้แล้วเสร็จ และให้มีการสำรวจตรวจสอบการถือครองทำกินของราษฎรที่ปลูกยางพาราในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลประกอบในการแก้ไขปัญหาของราษฎรที่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ แล้ว เห็นว่า กรณีนี้ เจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลพินิจกระทำการที่ก่อให้เกิดผลกระทบและความเสียหายต่อผู้ร้องเรียนและราษฎรให้น้อยที่สุด ด้วยการเลือกรื้อถอนทำลายเฉพาะสิ่งที่ทำให้เป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและป่าอนุรักษ์เท่านั้น แต่สำหรับต้นยางพาราและต้นปาล์มน้ำมันที่ได้ตัดทำลายไปนั้น หากปล่อยไว้ให้เติบโตต่อไป ก็จะกลายเป็นป่าไม้โดยสภาพ ประกอบกับในช่วงระยะเวลาดังกล่าวก็อยู่ในระหว่างการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๐ ที่ให้สำรวจข้อมูลการปลูกไม้ยางพาราของราษฎรในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งผู้ร้องเรียนและราษฎรดังกล่าวอาจได้รับการช่วยเหลือตามโครงการประชาคมเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ป่าไม้ได้ ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเสนอแนะให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และจังหวัดร่วมกันพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ร้องเรียนกับพวก โดยประสานงานกับหน่วยงานที่มีโครงการให้ความช่วยเหลือด้านการส่งเสริมการประกอบอาชีพเกษตรกรรม หรือจัดหาที่ดินของรัฐให้สามารถเข้าครอบครองทำกิน เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนตามความเหมาะสมต่อไป
        ๒. กรณีการตรวจสอบแปลงที่ดินที่ราษฎรได้เข้าไปครอบครองทำกินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินของราษฎรในพื้นที่ดังกล่าว พบว่า มีราษฎรเข้าครอบครองทำกิน จำนวน ๔๒๒ ราย และอยู่ระหว่างการจัดทำแผนที่ถือครองที่ดินของราษฎรเพื่อลงค่าพิกัดในแผนที่ป่าไม้นั้น
        เนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ ดังนี้
               ๒.๑ มติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ เห็นชอบหลักการ มาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ ตามมติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๑ เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๑
               ๒.๒ ต่อมา เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๐ คณะรัฐมนตรีมีมติให้มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ เรื่อง การแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้มีผลในทางปฏิบัติต่อไป และเร่งรัดการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน ๒ ปี รวมทั้งสำรวจข้อมูลการปลูกไม้ยางพาราของราษฎรในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อพิจารณาการเพิกถอนพื้นที่ป่าอนุรักษ์และกำหนดให้มีสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติเพื่อให้ราษฎรที่ถือครองอยู่ก่อนการประกาศเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ สามารถขอเข้าทำประโยชน์ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ตลอดจนการช่วยเหลือราษฎรที่ถือครองภายหลังตามโครงการประชาคมเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ป่าไม้
        จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ จะเห็นได้ว่า รัฐบาลได้มีแนวนโยบายในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ทำกินของราษฎรในพื้นที่ป่าไม้ ทั้งในส่วนที่เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย และป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรี รวมทั้งพื้นที่อื่นๆ ที่สงวนหรืออนุรักษ์ไว้เพื่อกิจการป่าไม้ โดยมีมาตรการและแนวทางในการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้และการป้องกันพื้นที่ป่าไม้ ด้วยการสำรวจตรวจสอบพื้นที่ป่าที่เหมาะสมต่อการเกษตร และพื้นที่ป่าเพื่อเศรษฐกิจที่เสื่อมสภาพและมอบพื้นที่ดังกล่าวให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนำไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินให้กับราษฎรตามนโยบายรัฐบาล สำหรับในส่วนของป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายและป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรีก็ให้มีการตรวจพิสูจน์การครอบครองที่ดินของราษฎร เพื่อพิสูจน์ร่องรอยการทำประโยชน์ว่าอยู่อาศัยหรือทำกินมาก่อน หรือหลังวันประกาศสงวนหวงห้ามเป็นพื้นที่ป่าไม้ตามกฎหมายครั้งแรกและจัดทำขอบเขตบริเวณที่อยู่อาศัยทำกินให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการขยายพื้นที่เพิ่มเติม และในระหว่างที่ดำเนินการตรวจพิสูจน์การครอบครองก็ได้ผ่อนผันให้ราษฎรที่ครอบครองทำกินอยู่ได้ครอบครองทำกินต่อไปก่อน จนกว่าการตรวจพิสูจน์การครอบครองจะดำเนินการแล้วเสร็จ นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีในการประชุม เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๐ ยังได้มีมติเร่งรัดให้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ให้แล้วเสร็จภายใน ๒ ปี เพื่อใช้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ในภาพรวมของประเทศและให้สำรวจข้อมูลการปลูกไม้ยางพาราของราษฎรในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ตลอดจนการช่วยเหลือราษฎรที่ถือครองที่ดินภายหลังตามโครงการประชาคมเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ป่าไม้ด้วย ดังนั้น เมื่อเรื่องร้องเรียนดังกล่าวเป็นกรณีที่เกิดขึ้นในจังหวัด ช. ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีราษฎรเข้าครอบครองทำกินในพื้นที่ป่าไม้เป็นจำนวนมาก โดยมีทั้งกลุ่มที่เข้าครอบครองทำกินอยู่ก่อนและหลังจากวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ จึงเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาการครอบครองทำกินของราษฎรในพื้นที่ป่าไม้เป็นจำนวนมาก ในชั้นนี้ จังหวัด ช. สมควรเป็นพื้นที่โครงการนำร่องสำรวจตรวจสอบการครอบครองทำกินของราษฎรในพื้นที่ป่าไม้ และนำผลการตรวจสอบที่ได้แก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ของจังหวัด ช. และเพื่อให้การแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ในภาพรวมของประเทศตามนโยบายของรัฐบาลสามารถดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงภายในระยะเวลาที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดไว้
        ด้วยเหตุผลข้างต้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเสนอแนะให้หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ ดังต่อไปนี้
        ๑. แจ้งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อธิบดีกรมป่าไม้ และผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้และฝ่ายปกครองที่มีอำนาจหน้าที่ในการจับกุมและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายป่าไม้และกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ใช้ความระมัดระวังในการดำเนินการใดๆ เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อราษฎรที่ครอบครองทำกินในพื้นที่ป่าไม้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นตามสภาพของข้อเท็จจริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้
        ๒. เนื่องจากจังหวัด ช. สมควรเป็นจังหวัดนำร่องในการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ จึงให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และอธิบดีกรมป่าไม้ร่วมกับจังหวัด ช. เร่งรัดดำเนินการสำรวจการครอบครองทำกินของราษฎรในพื้นที่ป่าไม้ในเขตจังหวัดทั้งหมด และจัดทำแผนที่ถือครอง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ในจังหวัด ช. โดยด่วนต่อไป
        ๓. แจ้งให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ ประสานงานกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดร่วมกันเร่งรัดดำเนินการสำรวจข้อมูลการปลูกไม้ยางพาราของราษฎรในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และตรวจพิสูจน์การครอบครองที่ดินของราษฎร ทั้งนี้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ในภาพรวมของประเทศสามารถดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๐
        เนื่องจากกรมป่าไม้ได้อนุญาตให้เอกชนเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ เพื่อปลูกยางพารา หรือปาล์มน้ำมันเป็นพื้นที่จำนวนมาก ดังนั้น หากผู้รับอนุญาตรายใดหมดอายุการได้รับอนุญาตเข้าทำประโยชน์แล้ว และกรมป่าไม้ไม่มีเงื่อนไขผูกพันเป็นอย่างอื่น อีกทั้งพื้นที่ที่จะหมดอายุการได้รับอนุญาตด้วย ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสั่งการให้กรมป่าไม้นำพื้นที่ดังกล่าวมาจัดให้ราษฎรที่ครอบครองทำกินในพื้นที่ป่าไม้ที่จะต้องเคลื่อนย้ายออกมา เพื่อเป็นพื้นที่รองรับ ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ในภาพรวมของประเทศให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามแนวนโยบายของรัฐบาลต่อไปได้