เรื่องร้องเรียนกรณีการปฏิบัติหน้าที่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียน

        ตัวอย่างที่ ๒ หน่วยงานไม่ได้นำที่ดินที่ได้รับบริจาคไปใช้ประโยชน์สาธารณะตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค
สรุปประเด็น ผู้ร้องเรียน ร้องเรียนว่า บิดาของตนเคยได้บริจาคที่ดินให้แก่เทศบาลเพื่อทำทางสุขาภิบาล แต่ต่อมา มีเอกชนรายหนึ่งเข้ายึดครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว ผู้ร้องเรียนได้ร้องเรียนมายังผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อขอให้ช่วยดำเนินการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคืนที่ดินให้กับบิดาของผู้ร้องเรียนเพื่อนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ต่อไปด้วย
ผลการพิจารณา ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มอบหมายให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนประสานกับ ผู้ร้องเรียนเพื่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งผู้ร้องเรียนได้ให้ถ้อยคำสรุปว่า เดิมบิดาผู้ร้องเรียน ได้ให้ที่ดินแก่เทศบาลเพื่อทำทางสุขาภิบาล แต่ทางราชการไม่ได้ทำทางสุขาภิบาลแต่อย่างใด เจ้าของที่ดินด้านทิศตะวันตกได้กั้นรั้วบนทางสาธารณประโยชน์ และอ้างตนเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว โดยผู้อยู่อาศัยในที่ดินทิศตะวันตกมีรถจักรยานยนต์ และมักขับขี่รถจักรยานยนต์สัญจรในที่ดินในเวลากลางคืน ส่งเสียงดังรบกวนเรื่อยมา ผู้ร้องเรียนจึงประสงค์จะขอที่ดินที่บริจาคไปคืน แต่ถ้าไม่สามารถขอคืนได้ก็ประสงค์จะใช้ประโยชน์จากทางสาธารณะเพื่อเป็นทางเข้าออกเช่นกัน
        ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีหนังสือแจ้งให้จังหวัดชี้แจงข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียนดังกล่าว ซึ่งจังหวัดได้มีหนังสือชี้แจง สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า
        ที่ดินพิพาทดังกล่าว เทศบาลได้รับบริจาคจากบิดาของผู้ร้องเรียนจริง เป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว ตั้งแต่ครั้งยังไม่ได้ยกฐานะเป็นเทศบาลตำบล แต่ไม่สามารถค้นหาเอกสารหลักฐานพบว่าผู้ร้องเรียนบริจาคด้วยวิธีใด และผู้บริจาคมอบที่ดินให้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร แต่ปัจจุบัน ที่ดินดังกล่าวมีสภาพเป็นทางหลวงสุขาภิบาล และทางศูนย์ดำรงธรรมได้ออกไปตรวจสอบพื้นที่พบว่า ที่ดินดังกล่าวมีสภาพเป็นทางเดินสาธารณประโยชน์ ขนาดเนื้อที่ กว้าง ๒ เมตร ยาว ๑๖ เมตร มีรั้วกั้นไว้ทั้งสองข้างทาง สำหรับใช้เป็นทางเดินเข้าออกบ้านพัก ๔ หลัง ที่ดินส่วนที่พิพาท ไม่ได้ออกโฉนดที่ดิน แต่อย่างใดสภาพยังเป็นทางเดิน และปัจจุบันยังมีการใช้ประโยชน์อยู่
        ทั้งนี้ รั้วที่กั้นที่ดินพิพาทเจ้าของที่ดินด้านทิศตะวันตกเป็นผู้ก่อสร้างขึ้น แต่ผู้ร้องเรียนต้องการให้รื้อรั้วดังกล่าวออก และปรับปรุงที่ดินเพื่อใช้เป็นสนามเด็กเล่น และผู้ร้องเรียนจะได้สามารถใช้ประโยชน์ในทางเดินดังกล่าวด้วย แต่เจ้าของที่ดินด้านทิศตะวันตกผู้สร้างรั้ว คัดค้านโดยกล่าวอ้างว่ารั้วทำไว้กั้นจักรยานยนต์ที่วิ่งในเวลากลางคืน เมื่อรถเลี้ยวจะเฉี่ยวชน หรือเข้าบ้านผู้ร้องเรียนบ่อยครั้ง ทำให้มีการทะเลาะอยู่เสมอเนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นทางโค้ง ทางจังหวัดพิจารณาแล้วเห็นว่า ทางเดินดังกล่าวราษฎรยังใช้ประโยชน์อยู่ ไม่เหมาะที่จะปรับปรุงเพื่อใช้เป็นสนามเด็กเล่น เพราะมีเนื้อที่น้อยเกินไป และอยู่ติดกับบ้านของผู้ร้องเรียน
        ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาข้อเท็จจริงจากการสอบสวน ประกอบกับคำชี้แจง ข้อเท็จจริงจากทางจังหวัด เอกสารหลักฐาน และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า ตามที่ผู้ร้องเรียนแจ้งว่าที่ดินที่ผู้ร้องเรียนให้กับเทศบาล แต่เทศบาลไม่ได้นำไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ นั้น จากการตรวจสอบพบว่า ที่ดินดังกล่าวยังใช้เพื่อสาธารณประโยชน์โดยเป็นทางเดินสาธารณะ จึงไม่เป็นไปตามข้อ ๙ ของกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่มิใช่ที่ดินที่เป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ พ.ศ. ๒๕๕๐ ทำให้เทศบาลไม่สามารถคืนให้แก่ผู้ร้องเรียนได้ แต่การปล่อยให้มีการล้อมรั้วบนที่ดินสาธารณะ ทำให้ผู้ร้องเรียนและราษฎรรายอื่นไม่สามารถใช้ประโยชน์ในทางสาธารณะได้ นั้น ประเด็นนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เห็นว่า การปล่อยให้ผู้ใดล้อมรั้วบนที่สาธารณประโยชน์และขัดขวางความสะดวกในการใช้ทางสาธารณะของบุคคลอื่นไม่อาจกระทำได้ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเห็นควรเสนอแนะให้จังหวัดดำเนินการสั่งการให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการดูแลรักษาทางสาธารณะดังกล่าว มิให้ผู้ใดก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างใด หรือขัดขวางการใช้ทางสาธารณะของบุคคลอื่น ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของประชาชนผู้อุทิศที่ดินและเพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์แก่สาธารณะอย่างแท้จริง ซึ่งในเวลาต่อมา สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับแจ้งจากทางจังหวัดว่า ได้ดำเนินการรื้อถอนรั้วดังกล่าวออกจากที่ดินพิพาทแล้ว