เรื่องร้องเรียนกรณีการละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียน

        ตัวอย่างที่ ๓ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รับแจ้งความคดีโจรกรรมรถยนต์
สรุปประเด็น ผู้ร้องเรียนร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีรถยนต์กระบะของผู้ร้องเรียนถูกโจรกรรมไป และผู้ร้องเรียนได้ไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธร ย. (ปกปิดชื่อ) แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิเสธไม่รับแจ้งความ และแจ้งให้ผู้ร้องเรียนไปแจ้งความร้องทุกข์กับสถานีตำรวจภูธร บ. (ปกปิดชื่อ) โดยอ้างว่าทางพื้นที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี
ผลการพิจารณา ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ติดต่อประสานงานไปยังสถานีตำรวจภูธรที่เกี่ยวข้องทั้งสองแห่ง และศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค ได้รับการชี้แจงข้อมูล สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๒ เวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น.นาย พ. คนงานในฟาร์มของน้องสาวภรรยาของผู้ร้องเรียนได้มาขอยืมรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ ของภรรยาของผู้ร้องเรียน ไปจากแม่ยายของผู้ร้องเรียน โดยอ้างว่าจะนำไปส่งของ และไม่นำรถกลับมาคืน ภรรยาของผู้ร้องเรียนจึงได้เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธร บ. แต่พนักงานสอบสวนเวร พิจารณาแล้วเห็นว่า การยืมรถยนต์ดังกล่าว มิได้มีการตกลงวันคืนรถที่แน่นอน จึงไม่อาจคาดหมายได้ว่า นาย พ. จะนำรถไปโดยทุจริต จึงได้แนะนำภรรยาของผู้ร้องเรียนว่า หากนาย พ. ยังไม่นำรถมาคืนภายใน ๒๔ ชั่วโมงหรือสืบสวนพบว่า นาย พ. นำไปรถไปโดยทุจริตจึงจะดำเนินการให้มาแจ้งความในภายหลัง ต่อมา ผู้ร้องเรียน ทราบว่า นาย พ. ได้นำรถคันดังกล่าวขับไปเยี่ยมญาติที่ อำเภอ ย. ผู้ร้องเรียนจึงได้ติดตามไป แต่ นาย พ. ได้ขับรถหลบหนีไปก่อน ผู้ร้องเรียนขอเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธร ย. แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจชี้แจงว่า ให้ผู้ร้องเรียนกลับไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธร บ. อันเป็นสถานที่เกิดเหตุ ประกอบกับขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธร ย. ติดตามผู้ร้องเรียนไปที่บ้านญาติของ นาย พ. นั้น นาย พ. ได้หลบหนีไปก่อนหน้าแล้ว
        ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนประสานไปยังสถานีตำรวจภูธร บ. ได้รับทราบจากพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีว่า ได้จัดให้ผู้ร้องเรียนเข้าร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนาย พ. แล้ว และอยู่ระหว่างการขออนุมัติออกหมายจับจากศาล และจะได้จัดชุดสืบสวนออกติดตามคนร้ายต่อไป อย่างไรก็ดี การดำเนินการติดตามเรื่องร้องเรียนนี้จะต้องรีบดำเนินการโดยเร่งด่วน เนื่องจากรถยนต์ที่ถูกโจรกรรมอาจถูกนำส่งไปขายต่อยังประเทศเพื่อนบ้าน หรืออาจถูกถอดและแยกชิ้นส่วนเป็นอะไหล่ซึ่งจะยากต่อการติดตาม ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนประสานไปยังศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค เพื่อให้ช่วยจับกุมคนร้ายและติดตามรถยนต์กลับคืนมาโดยเร็ว ซึ่งชุดสอบสวนได้แกะรอยจากการใช้สัญญาณการใช้โทรศัพท์มือถือของนาย พ. จนสามารถจับกุมตัวได้ เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๒ เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น. โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๒ ผู้ร้องเรียนได้นำหลักฐานสมุดคู่มือรถยนต์คันดังกล่าวมาขอรับรถคันดังกล่าวคืนจากชุดจับกุม เรื่องร้องเรียนดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค ได้ดำเนินการติดตามจับกุมตัวคนร้ายและนำรถยนต์ส่งมอบคืนให้แก่ผู้ร้องเรียนเรียบร้อยแล้วด้วยความรวดเร็ว ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเห็นควรยุติการพิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าว
        อย่างไรก็ดี ในส่วน ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องเรียนที่ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธร ย. ไม่รับแจ้งความ นั้น ประเด็นดังกล่าว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘ วรรคสาม ได้วางหลักว่า ความผิดอาญาได้เกิดในเขตอำนาจพนักงานสอบสวนคนใด โดยปกติให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนผู้นั้นเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนความผิดนั้นๆ เพื่อดำเนินคดี เว้นแต่เมื่อมีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวก จึงให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการสอบสวน ซึ่งกรณีตามเรื่องร้องเรียนนี้ เหตุเกิดที่บ้านของผู้ร้องเรียนซึ่งอยู่ในท้องที่ความรับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธร บ. แม้ว่าการกระทำผิดของผู้ต้องหาจะเป็นการกระทำผิดต่อเนื่องกันในท้องที่ต่างๆเกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙ (๓) ก็ตาม แต่ในกรณีข้างต้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙ วรรคสาม (ข) ได้บัญญัติว่า “กรณีถ้ายังจับผู้ต้องหายังไม่ได้ คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำความผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจ” กรณีตามเรื่องร้องเรียนดังกล่าวพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธร บ. จึงเป็นท้องที่ที่พบการกระทำความผิดก่อนจึงเป็นผู้มีอำนาจสอบสวนคดีดังกล่าว
        ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธร ย. ได้แนะนำให้ผู้ร้องเรียนไปร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่สถานีตำรวจภูธร บ. จึงเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว ประกอบกับฐานความผิดที่ นาย พ. ลงมือก่อเหตุนั้น เป็นความผิดฐาน “ยักยอกทรัพย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ อันเป็นความผิดอันยอมความได้ มิใช่ฐานความผิด “โจรกรรมรถยนต์” อันเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แต่อย่างใด เนื่องจากญาติของผู้ร้องได้ยินยอมส่งมอบกุญแจรถยนต์คันดังกล่าวให้กับผู้ต้องหาโดยสมัครใจโดยไม่มีการข่มขู่ หรือใช้กำลังประทุษร้ายแต่อย่างใด พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี จึงต้องพิจารณาให้แน่ชัดว่าเป็นการกระทำโดยทุจริต แล้วจึงเสนอต่อศาลเพื่อขออนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาต่อไป เนื่องจาก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๘ วางหลักว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลไม่ได้ กรณีดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธร ย. จึงไม่มีอำนาจจับกุมผู้ต้องหา การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธร ย. ได้แนะนำให้ผู้ร้องไปร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่สถานีตำรวจภูธร บ. จึงเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว