เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการตรวจสอบองค์กรในกระบวนการยุติธรรมและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

        ตัวอย่างที่ ๒ พนักงานพินิจมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและสั่งลงโทษเยาวชนโดยไม่เป็นธรรม
สรุปประเด็น: ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริงกรณี ผู้ร้องเรียนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนแห่งหนึ่ง แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว บังคับข่มขู่ คุกคาม ใช้คำพูดไม่สุภาพและสั่งลงโทษเยาวชน ผลการพิจารณา: ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้รับคำชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมเอกสารและหลักฐานของ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน สรุปได้ดังนี้
        ข้อเท็จจริงในกรณีเรื่องร้องเรียนดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ เวลาประมาณ ๐๙.๓๐ น. บริเวณหน้าห้องควบคุมภายในสถานที่ทำการของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน โดย นาย พ. พนักงานคุมประพฤติ ได้นัดสอบข้อเท็จจริง นาย ณ. เยาวชนผู้ต้องหา ข้อหาความผิดร่วมกันลักทรัพย์ ระหว่างการสอบปากคำ นาย พ. ได้ใช้ให้ นาย ณ. ออกไปตามผู้ร้องเรียนผู้เป็นบิดา ซึ่งนั่งรออยู่บริเวณหน้าห้องควบคุมให้เข้ามาพบ แต่ นาย ณ. ได้หายออกไปเป็นเวลาประมาณ ๒๐ นาที นาย พ. จึงเรียกเยาวชนผู้ต้องหาคู่คดีซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการสอบปากคำกับ นาย ส. พนักงานคุมประพฤติอีกคนหนึ่งให้ออกไปตาม จึงได้ทราบว่า นาย ณ. กำลังถูกนาย ภ. พนักงานพินิจ สั่งลงโทษทำความสะอาดและดันพื้น นาย พ. และ นาย ส. จึงออกไปตามด้วยตนเอง จึงพบว่า นาย ณ. กำลังดันพื้นอยู่บริเวณหน้าห้องควบคุมต่อหน้าบิดาของนาย ณ. (ผู้ร้องเรียน) และผู้ปกครองของเยาวชนรายอื่นที่นั่งรอติดต่อราชการอยู่ ประมาณ ๔-๕ คนโดยมี นาย ภ. พนักงานพินิจนั่งกำกับอยู่ นาย พ. และ นาย ส. จึงได้ตำหนิการกระทำของ นาย ภ. เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันดังกล่าว ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ก็ได้พูดคุยเจรจากับผู้ร้องเรียนและสั่งการให้คู่กรณีได้แก่ นาย พ. นาย ส. และนาย ภ. ทำหนังสือชี้แจงรายละเอียด และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงพฤติกรรมและการปฏิบัติงานดังกล่าว
        ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายพิจารณาตามแนวทางการสอบสวนข้อเท็จจริงพฤติกรรมและการปฏิบัติงานดังกล่าวแล้วเห็นว่า นาย ภ. รับสารภาพว่าได้สั่งลงโทษให้เยาวชน (นาย ณ.) วิดพื้นจำนวน ๒๐ ครั้ง และได้ให้กวาดพื้นบริเวณชั้น ๔ หน้าห้องประชุมและหน้าห้องควบคุมหญิง โดยสั่งลงโทษต่อหน้าผู้ร้องเรียนและประชาชนที่มานั่งรอติดต่อราชการ โดย นาย ภ. อ้างเหตุว่าเพราะ นาย ณ. ไม่ตัดผมให้เรียบร้อย และนาย ภ. ยังใช้วาจาไม่สุภาพกับ นาย ณ. เยาวชนที่มาติดต่อราชการ ซึ่งถือเป็นประชาชนผู้มาใช้บริการ แต่ได้รับการบริการไม่เป็นที่พึงพอใจของผู้มาใช้บริการของหน่วยราชการ อีกทั้งเป็นการปฏิบัติต่อหน้าธารกำนัล เป็นการไม่รักษาเกียรติยศ ชื่อเสียง ศักดิ์ศรีของข้าราชการที่ดี ทำความเสื่อมเสียให้เกิดขึ้นกับองค์กร ไม่ใส่ใจในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ เล่มเกมคอมพิวเตอร์และเล่นหมากรุกในเวลาราชการ ลงลายมือชื่อในบัญชีปฏิบัติราชการประจำวันแล้ว แต่ไม่ปรากฏตัวอยู่ในสำนักงาน ซึ่งการกระทำของ นาย ภ. เป็นการจงใจไม่ประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบขอบเขตของคุณธรรม จริยธรรม และแบบแผนของทางราชการ อันเป็นการกระทำที่ได้ชื่อว่าไม่เป็นผู้ที่อยู่ในระเบียบวินัยของข้าราชการพลเรือน โดยเฉพาะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ หมวด ๔ และได้เสนอรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
        กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนพิจารณาข้อเท็จจริงเบื้องต้นแล้วเห็นว่า เรื่องร้องเรียนดังกล่าวปรากฏมูลอันควรกล่าวหาว่า นาย ภ. พนักงานราชการ ตำแหน่งพนักงานพินิจ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทำผิดวินัยดังกล่าว ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการทางวินัยกับ นาย ภ. ให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไปแล้ว
        ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาข้อเท็จจริงจากหนังสือชี้แจงของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เอกสารหลักฐาน ประกอบกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่า กรณีมีมูลอันควรกล่าวหาว่า นาย ภ. พนักงานราชการ ตำแหน่ง พนักงานพินิจ มีการกระทำความผิดดังกล่าว และอยู่ระหว่างดำเนินการทางวินัย ให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไปแล้วเรื่องร้องเรียนดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่หน่วยงานได้แก้ไขเยียวยาอย่างเหมาะสมแล้ว ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงวินิจฉัยให้ยุติการพิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าว
        อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหน่วยงานในสังกัดกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มีประชาชนไปใช้บริการเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจะได้เสนอแนะให้กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ได้กำชับให้ข้าราชการในสังกัดใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการให้บริการประชาชนด้วยจิตสำนึกในการให้บริการที่ดีแก่ประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดบริการของหน่วยงานภาครัฐเป็นไปตามหลักบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และมิให้มีเรื่องร้องเรียนลักษณะเช่นนี้อีกต่อไป