แนวทางแก้ไขการบริการทางการแพทย์ในแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน

การจัดอันดับการท่องเที่ยวของ Travel and Tourism ในปี 2558 ระบุว่า นักท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่นในการท่องเที่ยวของไทยเป็นอันดับที่ 35 ของโลก แต่ก็ยังขาดความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในเรื่องการจัดระบบความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว กระทรวงสาธารณสุขจึงได้จัดระบบความปลอดภัยฉุกเฉินทางทะเลเพื่อดูแลนักท่องเที่ยวและประชาชน กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบาย ในการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขทางทะเลและเกาะ 23 จังหวัดชายทะเล ดูแลประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มีประมาณ 35 ล้านคนต่อปี ทั้งการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกัน รักษา ฟื้นฟูสภาพ รวมทั้งจัดบริการพิเศษทางสุขภาพ หรือ พรีเมี่ยม เซอร์วิส ในพื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเล เพื่อสร้างงานสร้างรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้น และจัดระบบการแพทย์ฉุกเฉินทางทะเล

สำหรับพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ กระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนได้ร่วมกันจัดทำโครงการจัดตั้งศูนย์ตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ทางทะเลและจัดตั้งศูนย์การแพทย์เขาหลัก “Andaman Hub Medical Network” ขึ้นที่จังหวัดพังงา โดยเป็นศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการแบบบูรณาการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในท้องทะเลอันดามัน ให้ได้รับบริการทางการแพทย์มาตรฐานระดับสูง ช่วยสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้กับพื้นที่และประเทศ ผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับการร้องเรียนให้พิจารณาแสวงหาข้อเท็จจริงและเสนอแนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในการจัดให้มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตพื้นฐาน คือ เครืองกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator : AED) และการให้ความสำคัญกับการช่วยชีวิตด้วยวิธีการปั๊มหัวใจ (Cardiopulmonary Resuscitation : CPR ) กรณีผู้มีสภาวะหัวใจหยุดเต้น และขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน พิจารณาแสวงหาข้อเท็จจริงและเสนอแนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการบริการทางการแพทย์ในแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของศูนย์การแพทย์เขาหลัก จังหวัดพังงา และโครงการจัดตั้งศูนย์ตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางทะเล (Andaman Hub Medical Network) เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนต่อไป

ทั้งนี้ ผู้ร้องเรียน กล่าวอ้างว่า อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง การเดินทางโดยเรือโดยสารระหว่างจังหวัดสุราษฎร์ธานีและเกาะต่าง ๆ ต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางพอสมควร แต่บนเรือโดยสารไม่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตพื้นฐาน เช่น เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ซึ่งเป็นเครื่องมือ ที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง กรณีที่มีผู้โดยสารเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นบนเรือ ประกอบกับในอดีตที่ผ่านมามีผู้โดยสารเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตบนเรือมาแล้ว

ดังนั้น สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้ประชุมร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กรมเจ้าท่า กรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สมาคมเรือไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรณีปัญหาการจัดให้มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตพื้นฐานเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) และความสำคัญของการปฐมพยาบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้นให้กลับมาหายใจ (CPR)

โดยที่ประชุมได้นำเสนอข้อมูลว่า กรณีผู้ที่ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาล หากผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และถูกวิธีตามหลักห่วงโซ่แห่งการรอดชีวิต คือ ได้มีการช่วยเหลือด้วยวิธีการปั๊มหัวใจ (CPR) ประกอบกับการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ภายในระยะเวลา 3 – 5 นาที หลังจากหัวใจ หยุดเต้นจะเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันนอกโรงพยาบาลได้ โดยการช่วยเหลือด้วยวิธีการปั๊มหัวใจ (CPR) ด้วยการกดหน้าอกจะช่วยให้ผู้ป่วยฉุกเฉินรอดชีวิตได้ร้อยละ 3 – 5 หากใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ  (AED) ร่วมด้วยจะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตให้สูงขึ้นถึงร้อยละ 45 – 50  ซึ่งเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) เป็นเครื่องที่ใช้กระตุกหัวใจด้วยการช็อกไฟฟ้าโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจะออกคำสั่งให้ผู้ใช้ปฏิบัติตาม ซึ่งสามารถวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้อัตโนมัติและรักษาด้วยการช็อกไฟฟ้ากระตุกหัวใจ เพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นเป็นปกติ ประกอบกับเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย คนที่ได้รับการฝึกฝนก็สามารถใช้ได้

กล่าวได้ว่า การใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) และการปฐมพยาบาลฉุกเฉินเป็นความรู้ขั้นพื้นฐานที่ประชาชนต้องปฏิบัติได้จริง เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บ โดยมีข้อสังเกตว่า ควรมีการส่งเสริมให้มีการอบรมการฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนเพื่อการช่วยชีวิตและการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้ง แม้จะมีการอบรมให้ความรู้แล้ว หลังจากนั้นต้องมีการอบรมทบทวนความเข้าใจในการปฏิบัติเป็นระยะ ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน (พลเอก วิทวัส รชตะนันทน์) ได้พิจารณาตัวอย่างของโครงการที่มีการดำเนินการแล้ว ได้แก่ การจัดระบบการแพทย์ฉุกเฉินในแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของจังหวัดพังงา ซึ่งโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนามาตรฐานการบริการทางการแพทย์ในแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวและประชาชน

ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน (พลเอก วิทวัส รชตะนันทน์) ได้ลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมชมศูนย์การแพทย์เขาหลักและโครงการจัดตั้งศูนย์ตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางทะเล (Andaman Hub Medical Network) ณ จังหวัดพังงา พร้อมทั้งเป็นประธานในการประชุมพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับระบบสาธารณสุขทางทะเลของจังหวัดพังงา ร่วมกับ  นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา(ในขณะนั้น)  เรืออากาศเอก นายแพทย์อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ นายนเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพังงา (ในขณะนั้น) นายประกิจ สาระเทพ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพังงา (ในขณะนั้น) นายสุรัตน์ ตันติทวีวรกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตะกั่วป่า (ในขณะนั้น) นายวรวุฒิ พัฒนโภครัตนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเกาะพะงัน และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมได้พิจารณาและเสนอสภาพปัญหาร่วมกัน สรุปได้ ดังนี้

1.การขาดโอกาสในการพัฒนาด้านภาวะฉุกเฉิน ซึ่งศูนย์การแพทย์เขาหลักมีความพร้อมในการพัฒนาต่อเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในพื้นที่ เช่น การให้บริการเกี่ยวกับสุขภาพและการท่องเที่ยว เป็นต้น

2.บุคลากรของศูนย์การแพทย์เขาหลักมาจากโรงพยาบาลตะกั่วป่าและโรงพยาบาลบางไทร โดยทั้ง 2 โรงพยาบาลจะมีกรอบอัตรากำลังของตนเอง ทำให้การขยายงานของตนเองจะทำได้ยากเพราะจะต้องแบ่งอัตรากำลังมาปฏิบัติงานที่ศูนย์การแพทย์เขาหลัก ขณะเดียวกันบุคลากรของศูนย์การแพทย์เขาหลักมีโอกาสเติบโตในตำแหน่งหน้าที่น้อยมาก ประกอบกับความไม่มั่นคงของวิชาชีพเพราะใช้กรอบอัตรากำลังของโรงพยาบาลตะกั่วป่าและโรงพยาบาลบางไทร

3.ทิศทางการดำเนินงานที่ยังไม่ชัดเจนจากหน่วยงานควบคุมกำกับระดับนโยบายว่าศูนย์การแพทย์เขาหลักจะมีการขับเคลื่อนในอนาคตอย่างไร เพื่อความยั่งยืนของหน่วยงาน

4.เรือพยาบาล แม้จะไม่มีผู้ป่วยมาใช้บริการ แต่ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการบำรุงรักษาเรือและเครื่องยนต์ด้วย

5.ควรพิจารณาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบในด้านการจัดสรรงบประมาณให้กับศูนย์การแพทย์เขาหลักและเรือพยาบาลเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการและบริหารจัดการด้านการแพทย์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

6.เทศบาลตำบลคึกคัก และเทศบาลตำบลลำแก่น อยู่ในพื้นที่อำเภอตะกั่วป่า การจัดสรรงบประมาณเป็นไปตามจำนวนประชากรที่รับผิดชอบตามทะเบียนราษฎร ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขจึงจัดสรรงบประมาณตามวิธีเหมาจ่ายรายหัว (Capitation) แต่ในความเป็นจริงมีประชากรแฝงจำนวนมากในพื้นที่ เช่น แรงงานที่ทำงานในพื้นที่ ประชากรจากที่อื่นที่ย้ายเข้ามาอยู่อาศัย นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เป็นต้น ซึ่งไม่สามารถจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ได้

7.การป้องกันและดูแลนักท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกัน คือ เพื่อให้การท่องเที่ยวมีความปลอดภัย ดังนั้น ควรมีการนำรูปแบบระบบสาธารณสุขทางทะเลของจังหวัดพังงามาเป็นตัวอย่างได้ แต่ก็ต้องมีการพิจารณาถึงปัญหาบางประการที่เมื่อแก้ไขแล้วจะทำให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

8.การนำเสนอผลสำเร็จเกี่ยวกับการดำเนินการของโรงพยาบาลเกาะพะงัน และการพัฒนาโรงพยาบาลภายหลังจากมีการจัดตั้งมูลนิธิโรงพยาบาลเกาะพะงัน โดยสรุป ดังนี้

8.1 ที่ผ่านมาโรงพยาบาลเกาะพะงันมีปัญหาในการดำเนินงาน ได้แก่ ต้องสนับสนุนทรัพยากรให้โรงพยาบาลเกาะเต่าที่เพิ่งเปิดให้บริการ การขาดแคลนข้าราชการมาปฏิบัติงาน ค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนบุคลากรสูง อาคารให้บริการมีพื้นที่ไม่เพียงพอ อาคารบ้านพักของเจ้าหน้าที่ทรุดโทรม การจัดสรรงบประมาณของภาครัฐไม่สอดคล้องกับความต้องการด้านสาธารณสุขของประชาชนในพื้นที่ เป็นต้น

8.2 จุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยน คือ มีการจัดทำ Business Plan (แผนการจัดเก็บรายได้) เพื่อดำเนินการร่วมกัน รวมถึงมีการจัดหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนจากภาคเอกชน เช่น การรับบริจาค และการจัดตั้งมูลนิธิโรงพยาบาลเกาะพะงันตามข้อเสนอแนะของประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน (พลเอก วิทวัส รชตะนันทน์) เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนในการพัฒนาโรงพยาบาลเกาะพะงันในด้านต่าง ๆ โดยไม่ต้องรอการจัดสรรเงินงบประมาณจากภาครัฐ

8.3 แนวคิดในการยกระดับการให้บริการของโรงพยาบาลเกาะพะงันให้เป็น Smart Hospital ด้วยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการเพื่อลดการรอคอย ลดความผิดพลาด (ความเสี่ยง)  เพิ่มความพึงพอใจแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้ามารับบริการทางการแพทย์ และลดภาระงานให้แก่เจ้าหน้าที่ ทำให้มีเวลาในการให้บริการมากขึ้น เช่น การติดตั้งระบบประตูสแกนหน้าห้องฉุกเฉิน การลดการใช้กระดาษ ระบบส่งยาที่บ้าน รถจ่ายยาอัตโนมัติ ระบบการกรอกข้อมูลส่วนบุคคลรวมถึงอาการเจ็บป่วยก่อนเดินทางมาเข้ารับบริการซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการบริการอย่างรวดเร็ว เป็นต้น

ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน (นายสมศักดิ์  สุวรรณสุจริต) ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายข้างต้นแล้วเห็นว่า กรณีผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และถูกวิธีตามหลักห่วงโซ่แห่งการรอดชีวิต คือ ได้มีการช่วยเหลือด้วยวิธีการปั๊มหัวใจ (Cardiopulmonary Resuscitation : CPR) ประกอบกับการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator : AED) หลังจากหัวใจหยุดเต้น จะเป็นการเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตได้ และเมื่อได้พิจารณาการดำเนินการด้านการแพทย์ฉุกเฉินของศูนย์การแพทย์เขาหลักและโครงการจัดตั้งศูนย์ตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางทะเล (Andaman Hub Medical Network) ณ จังหวัดพังงา ซึ่งเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนามาตรฐานการบริการทางการแพทย์ในแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน รวมถึงการสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวและประชาชน โดยมีภารกิจที่สำคัญในการช่วยเหลือภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ทางบกและทางทะเล การรักษาผู้ป่วยให้พ้นจากภาวะวิกฤติซึ่งจะเน้นการช่วยให้รอดชีวิต และการวินิจฉัยโรคเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยก่อนส่งต่อสถานพยาบาลที่เหมาะสมต่อไป โดยสามารถเป็นตัวอย่างของโครงการที่มีการดำเนินการแล้วได้

อย่างไรก็ตาม มีข้อขัดข้องบางประการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย “ผู้ตรวจการแผ่นดินยกระดับความปลอดภัยทางน้ำ” ในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างทันท่วงที โดยพิจารณาความสำคัญของการติดตั้งเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED)  ในสถานที่ที่มีประชาชนใช้บริการจำนวนมาก และการอบรมบุคลากรเพื่อที่จะสามารถทำการปฐมพยาบาลช่วยเหลือผู้ที่หัวใจหยุดเต้นให้กลับมาหายใจ (CPR) และสามารถใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิตพื้นฐานเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ได้ รวมถึงการพิจารณาแนวทางการดำเนินการของศูนย์การแพทย์เขาหลักและโครงการจัดตั้งศูนย์ตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางทะเล (Andaman Hub Medical Network) ให้มีความยั่งยืน   และบูรณาการเครือข่ายการทำงานด้านสาธารณสุขทางทะเลอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุวัตถุประสงค์  อันเป็นการอำนวยประโยชน์ให้แก่ประชาชนต่อไป  ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้มีข้อเสนอแนะ ดังนี้

  1. ความสำคัญของอุปกรณ์ช่วยชีวิตพื้นฐานหรือเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED)มีข้อเสนอแนะให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมเจ้าท่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และจังหวัดสุราษฎร์ธานี พิจารณาดำเนินการติดตั้งเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) โดยเริ่มต้นจากสถานที่ที่มีประชาชนอยู่ร่วมกันและใช้บริการเป็นจำนวนมาก ซึ่งควรติดตั้งในจุดที่ประชาชนสามารถมองเห็นและเข้าถึงได้ง่าย พร้อมทั้งการจัดให้มีโครงการอบรมประชาชนและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง โดยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความจำเป็นของการปฐมพยาบาลช่วยเหลือผู้ที่หัวใจหยุดเต้นให้กลับมาหายใจ (CPR) ควบคู่กับการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ประกอบกับการใช้สื่อการเรียนรู้ให้ประชาชนรับทราบด้วย ทั้งนี้ ให้พิจารณาดำเนินการภายในกำหนด 120 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน
  2. กรณีแนวทางการดำเนินการของศูนย์การแพทย์เขาหลักและโครงการจัดตั้งศูนย์ตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางทะเล (Andaman Hub Medical Network)มีข้อเสนอแนะให้จังหวัดพังงา โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพังงาเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการร่วมกัน พร้อมทั้งให้ดำเนินการภายในกำหนด 120 วัน นับแต่วันที่ ได้รับคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน ดังนี้

2.1  ดำเนินการจัดตั้งมูลนิธิเพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการด้านการแพทย์ฉุกเฉินทางทะเล รวมถึงต้องมีการจัดทำแผนหารายได้ เพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนด้วย

2.2  กำหนดภารกิจให้ศูนย์การแพทย์เขาหลักเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทางทะเล และดำเนินการด้านการฝึกอบรมให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานบริการด้านการท่องเที่ยวและประชาชนที่สนใจในการช่วยเหลือผู้ที่หัวใจหยุดเต้นให้กลับมาหายใจ (CPR) และการใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิตพื้นฐานเครื่องกระตุกไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ได้

2.3  การจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) ในการบริหารจัดสรรงบประมาณ และการจัดหาแหล่งรายได้อื่น ๆ เพื่อมาสนับสนุนการทำงานของศูนย์การแพทย์เขาหลัก

2.4  การพัฒนา “โครงการศูนย์ตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางทะเล” โดยให้มีการจัดตั้งเป็นการถาวร ภายใต้ชื่อ “โครงการศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินทางทะเลอันดามัน” เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจและอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริการทางการแพทย์เพื่อรองรับภาวะฉุกเฉินทางทะเลในแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันโดยประสานความร่วมมือกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ มูลนิธิ และเครือข่ายภาคเอกชน

2.5  จังหวัดพังงาควรหารือเพื่อให้ได้ข้อยุติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการเรือพยาบาล รวมถึงการซ่อมบำรุง และการจัดหาเจ้าหน้าที่ประจำเรือ โดยจังหวัดพังงาต้องมอบหมายภารกิจและเรือพยาบาลให้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา เพื่อให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงาสามารถจัดสรรงบประมาณให้แก่ศูนย์การแพทย์เขาหลักบริหารจัดการภารกิจที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ผลการดำเนินการตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีข้อเสนอแนะมีผลความคืบหน้าเป็น    ประการใด ขอให้กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมเจ้าท่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดพังงา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพังงา และองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา รายงานผลการดำเนินการให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทราบภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการวินิจฉัย โดยให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งผลคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะให้ผู้ร้องเรียนและทัพเรือภาคที่ 3 ทราบ และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบและพิจารณาดำเนินการต่อไป