การศึกษาเชิงระบบ เรื่อง มาตรการด้านความปลอดภัยของรถรับ-ส่งนักเรียน

สืบเนื่องจากอุบัติเหตุที่เกิดจากรถรับ-ส่งนักเรียนมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลการเฝ้าระวังของศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนนและเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคพบว่า ในปี พ.ศ. 2565มีอุบัติเหตุทางถนนและความไม่ปลอดภัยของรถรับ – ส่งนักเรียนมากถึง 30 ครั้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 274 ราย และผู้เสียชีวิตจำนวน 2 ราย รวมทั้งปัญหาการลืมเด็กนักเรียนไว้ในรถรับ-ส่งนักเรียน  ซึ่งเห็นได้ว่าหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ให้ความสำคัญในการควบคุมตลอดจนกำหนดแนวทางหรือมาตรการด้านความปลอดภัยของ   รถรับ-ส่งนักเรียนอย่างเป็นระบบ ถึงแม้ว่ารัฐบาลได้ออกนโยบายและมาตรการด้านการป้องกันและลดอุบัติเหตุ   ทางถนนและแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2565 – 2570 แล้วก็ตาม แต่ไม่ได้มีการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง  ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดนโยบายที่เป็นยุทธศาสตร์ การพัฒนาระบบรถรับ-ส่งนักเรียนให้มีคุณภาพความปลอดภัย เป็นเหตุให้การเกิดอุบัติเหตุของรถรับ-ส่งนักเรียน และเหตุการณ์ลืมเด็กไว้ในรถรับ – ส่งนักเรียนยังคงเกิดขึ้นซ้ำ ๆ

ปัญหาหลักสำคัญของการดำเนินงาน ได้แก่ ปัญหาการขับเคลื่อนงานด้านมาตรการความปลอดภัยของ    รถรับ-ส่งนักเรียน เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลและตรวจสอบการดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยของรถรับ-ส่งนักเรียน กฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบันอยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานและปัญหาสำคัญที่เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุนั้น ส่วนใหญ่มาจากสภาพตัวรถที่ชำรุดทรุดโทรม ขาดการตรวจสภาพรถอย่างต่อเนื่อง  และรถรับ – ส่งนักเรียนจำนวนมากไม่ได้ขออนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นรถรับ – ส่งนักเรียน เนื่องจากเงื่อนไขการจดทะเบียนของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งรถรับ – ส่งนักเรียนที่ได้มาตรฐานจะต้องได้รับการรับรองจากโรงเรียนหรือสถานศึกษาทุกภาคการศึกษาและจดทะเบียนตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด

ผู้ตรวจการแผ่นดินทุกท่านได้เห็นชอบโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 (3) และ มาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 ให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อจัดทำรายงานพร้อมข้อเสนอแนะให้คณะรัฐมนตรีทราบเป็นเรื่องร้องเรียนเชิงระบบ  เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา พร้อมทั้งให้มีการลงพื้นที่แสวงหาข้อเท็จจริงในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ ในการจัดทำรายงาน พร้อมข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 230(3)  ให้ทราบถึงการที่หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ

การศึกษาเชิงระบบ เรื่อง มาตรการด้านความปลอดภัยของรถรับ-ส่งนักเรียนในครั้งนี้ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้กำหนดประเภทของรถรับ-ส่ง นักเรียนแบ่งออกเป็น  3 ประเภท ได้แก่

ประเภทที่ 1 รถโรงเรียน (โรงเรียนบริหารจัดการด้วยตนเอง) รถโรงเรียน หมายถึง รถรับ-ส่งนักเรียนที่อยู่ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของโรงเรียนและได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นรถรับ-ส่งนักเรียนตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด

ประเภทที่ 2 รถรับ-ส่งนักเรียนได้รับอนุญาตให้ใช้รับ-ส่งนักเรียนตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด รถรับ-ส่งนักเรียน (รถยนต์ส่วนบุคคล) ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นรถรับ-ส่งนักเรียน หมายถึงรถรับ-ส่งนักเรียนที่ให้บุคคลภายนอกมารับ-ส่งนักเรียน และได้รับอนุญาตให้ใช้รถรับ-ส่งนักเรียนตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด

ประเภทที่ 3 รถรับจ้างรับ-ส่งนักเรียน หมายถึง รถรับจ้างทั่วไป หรือรถโดยสารสาธารณะที่นำมาใช้ รับ-ส่งนักเรียน ตามเงื่อนไขการว่าจ้างที่ตกลงกันระหว่างผู้ประกอบการและผู้ปกครอง โดยรถรับจ้างดังกล่าวไม่ได้ขออนุญาตให้ใช้เป็นรถรับ-ส่งนักเรียน ตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด

                  สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องและการชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งเอกสารต่าง ๆ ตลอดจนข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า บุคคลโดยทั่วไปต่างมีความเข้าใจว่า “รถโรงเรียน” กับ “รถรับ-ส่งนักเรียน” มีความหมายเหมือนกัน กล่าวคือ รถที่ให้บริการรับ-ส่งนักเรียนเพื่อเดินทางไปโรงเรียน แต่แท้จริงแล้วรถที่ใช้รับ-ส่งนักเรียนนั้นมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกกฎหมายมาบังคับใช้ ควบคุม และกำกับหลายฉบับ แตกต่างกันตามข้อเท็จจริงตามหน้าที่และอำนาจของแต่ละหน่วยงาน ทำให้ปัจจุบันกฎหมายที่ใช้ควบคุม เรื่อง มาตรการด้านความปลอดภัยของรถรับ-ส่งนักเรียนนั้น ไม่สามารถใช้บังคับในการควบคุมและแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับบริบทในแต่ละพื้นที่เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในสังคมปัจจุบันได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากรมการขนส่ง ทางบกได้มีมาตรการสำหรับกรณีนำรถยนต์ส่วนบุคคล ทั้งรถสองแถวและรถตู้มาใช้รับ-ส่งนักเรียน โดยต้องผ่านการรับรองจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา และต้องขออนุญาตใช้รถให้ถูกต้อง นำรถเข้าตรวจสภาพ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่ราชการกำหนด และรถรับ-ส่งนักเรียนทุกคันต้องมีผู้ควบคุมดูแลนักเรียนที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ประจำอยู่ในรถตลอดเวลาที่ใช้รับ – ส่งนักเรียนก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติแล้วอาจกล่าวได้ว่า มาตรการทางกฎหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบันนั้น กลับถูกละเลย ถูกมองข้าม ขาดประสิทธิภาพในการบังคับตามกฎหมาย ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่รัฐควรตระหนัก และมีมาตรการด้านความปลอดภัยของรถรับ-ส่งนักเรียน จากการแสวงหาข้อเท็จจริงทำให้ได้รับทราบว่า โรงเรียนหรือสถานศึกษายังไม่มีแนวทางด้านความปลอดภัยทางถนนสู่แผนปฏิบัติการของสถานศึกษาและการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมตลอดจนดำเนินการประเมินติดตามที่เป็นระบบและต่อเนื่อง อีกทั้ง ปัญหาด้านการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องดังกล่าวยังไม่มีประสิทธิภาพและกรณีดังกล่าวยังไม่มีการศึกษาหรือวิจัยเพื่อให้เกิดการพัฒนาสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสภาพการจราจร ความปลอดภัยแก่นักเรียนและสถานศึกษา กอปรกับกฎหมายของกรมการขนส่งทางบกที่ใช้บังคับในปัจจุบันมีเพียงข้อกำหนดตามกฎกระทรวงกำหนดความปลอดภัยในการรับจ้างบรรทุกคนโดยสาร พ.ศ. 2555     เป็นหลักในการปฏิบัติเพื่อจัดระเบียบรถรับ-ส่งนักเรียน และแนวทางปฏิบัติในการอนุญาตให้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลรับจ้างรับ-ส่งนักเรียน ตามหนังสือกรมการขนส่งทางบก ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ข้อกำหนดตามแนวทางปฏิบัติฉบับดังกล่าวและกฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบันยังไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากบริบททางสังคมที่มีความแตกต่างกันในสังคมเมืองและสังคมต่างจังหวัด โดยมีประเด็นปัญหาเพื่อพิจารณาได้ ดังต่อไปนี้

  1. ปัญหาด้านการบังคับใช้กฎหมาย

กฎหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบันยังไม่สามารถบังคับใช้ให้มีประสิทธิภาพได้ โดยมีสาเหตุมาจากปัญหา ดังต่อไปนี้

–  ปัญหาด้านสภาพรถและการจดทะเบียนรถที่นำมาใช้รับ-ส่งนักเรียน

–  ปัญหาการออกหนังสือรับรองการรับ-ส่งนักเรียนของโรงเรียนหรือสถานศึกษา

–  ประเด็นการบังคับใช้กฎหมายของกรมการขนส่งทางบก

–  ประเด็นการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

  1. ปัญหาด้านการบริหารจัดการ

ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่รับผิดชอบที่ชัดเจนในการกำหนดกรอบ แนวทางการดำเนินงานด้านมาตรฐานความปลอดภัยของรถรับ-ส่งนักเรียน อีกทั้งโรงเรียนไม่มีส่วนร่วมในการจัดการ และในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่กำหนดหน้าที่และอำนาจให้แก่สถานศึกษา โรงเรียน ในการตรวจสอบ การสั่งให้ปรับปรุงแก้ไข หรือมาตรการลงโทษแต่อย่างใด

  1. ประเด็นปัญหาด้านการพัฒนาระบบเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการด้านความปลอดภัยของรถรับ-ส่งนักเรียน

จากเหตุการณ์เด็กนักเรียนถูกลืมบนรถรับ-ส่งนักเรียน และเสียชีวิตภายในรถรับ-ส่ง ข้อมูลของกรมควบคุมโรค ปี พ.ศ. 2557 – 2565 พบว่า มีกรณีลืมเด็กไว้ในรถโดยเฉพาะเด็กเล็กถูกลืมไว้ในรถมากถึง 129  ครั้ง ในจำนวนนี้  มีเด็กเสียชีวิต 6 ราย จากปัญหาดังกล่าวปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดมีหน้าที่รับผิดชอบ กำหนดเป็นนโยบายสำคัญของโรงเรียน ไม่มีการกำหนดวิธีการแก้ไขปัญหาเชิงป้องกันไว้ไม่ให้เกิดซ้ำ อีกทั้งปัญหาผู้ควบคุมดูแล เด็กนักเรียนก็มิได้มีการถูกหยิบยกขึ้นมาแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง จากปัญหาดังกล่าวหน่วยงานภาครัฐควรให้ความสำคัญในการเตรียมความพร้อม การสนับสนุน ส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาแก้ไขปัญหา เช่น การติดตั้งระบบสัญญาณเซ็นเซอร์เพื่อจับความเคลื่อนไหวในรถ หรือปุ่มส่งสัญญาณฉุกเฉินไว้ภายในตัวรถ เพื่อให้เด็กสามารถแจ้งขอความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ การติดตั้งอุปกรณ์   โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สามารถส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปยังภายนอก ทั้งเสียงและแสงจากรถโรงเรียน และการฝึกจำลองเหตุการณ์สำหรับเด็กและเยาวชนให้รู้จักวิธีการช่วยเหลือเอาตัวรอด  หากตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าวและแนวทางการติดตามประเมินผลการปฏิบัติการในทุกภาคเรียนการศึกษา

  1. ประเด็นปัญหาด้านการส่งเสริม การสร้างความรับรู้ และความเข้าใจร่วมกัน

ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านความปลอดภัยของรถรับ-ส่งนักเรียน ขาดการรับรู้ข้อมูลสถานการณ์เสี่ยง และขาดกระบวนการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และผู้ขับขี่ขาดความเข้าใจและขาดจิตสำนึกสาธารณะของงานบริการที่ต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของนักเรียน

ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้มีข้อเสนอแนะ ดังนี้

  1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

– เห็นควรให้มีมาตรการด้านความปลอดภัยของรถรับ – ส่งนักเรียน เป็นอีกประเด็นหนึ่งของนโยบายระดับชาติ และจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันภายใต้กลไกคณะอนุกรรมการศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนนของแต่ละจังหวัด และกำหนดให้มีแผนยุทธศาสตร์หรือคณะทำงานด้านความปลอดภัยรถรับ-ส่งนักเรียนในทุกจังหวัด กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาและมาตรฐานความปลอดภัยรถรับ-ส่งนักเรียน โดยกำหนดให้มีโครงสร้างการทำงานแบบมีส่วนร่วมเพื่อบูรณาการจัดทำแผนความปลอดภัยรถรับ-ส่งนักเรียนในทุกจังหวัด สนับสนุนการจัดอบรมให้ความรู้ เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยรถรับ-ส่งนักเรียน รวมถึงด้านการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน โดยมีโครงสร้างการที่เน้นการมีส่วนร่วมของคนทำงานที่ประกอบด้วย หน่วยงานท้องถิ่น นักวิชาการ ผู้ประกอบการ เป็นต้น

  1. ข้อเสนอแนะด้านการบริหารจัดการ

                  สำหรับกระทรวงศึกษาธิการ

                     – เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการมอบหมายให้โรงเรียนมีการจัดทำระบบฐานข้อมูล รถรับ-ส่งนักเรียน โดยกระทรวงศึกษาธิการควรมีนโยบายสั่งการให้โรงเรียนกำหนดยุทธศาสตร์และแผนงานเรื่องความปลอดภัยการเดินทางของนักเรียนโดยเฉพาะรถรับ-ส่งนักเรียนโดยใช้ต้นแบบที่สามารถสร้างการเรียนรู้เพื่อขยายผล โดยโรงเรียนหรือสถานศึกษาควรมีการจัดทำทะเบียนข้อมูลรถรับ-ส่งนักเรียนในแต่ละคัน มีการจัดทำฐานทะเบียนข้อมูล ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นระบบฐานข้อมูลสำหรับการเดินทางมาโรงเรียนโดยรถรับ-ส่งนักเรียนที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างขนส่งจังหวัด โรงเรียน และผู้ประกอบการรถรับ-ส่งนักเรียน

– เห็นควรกำหนดมาตรการให้โรงเรียนและสถานศึกษาทุกแห่ง มีบทบาทและอำนาจหน้าที่ในการควบคุมตรวจสอบและกำกับดูแลมาตรการด้านความปลอดภัยของรถรับ-ส่งนักเรียน

– เห็นควรให้กระทรวงศึกษาธิการพัฒนาหลักสูตร ชุดความรู้เกี่ยวกับแนวทางการจัดการระบบรถรับ-ส่งนักเรียนปลอดภัยให้กับบุคลากรในเขตพื้นที่การศึกษา ครู อาจารย์ นักเรียน ผู้ขับรถรับ-ส่งนักเรียน พ่อแม่ ผู้ปกครอง และบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีองค์ความรู้ หลักวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องในการรับผิดชอบดูแลการจัดการความปลอดภัยในการเดินทางของนักเรียนด้วยรถรับ-ส่งนักเรียน

– เห็นควรให้กระทรวงศึกษาธิการประสานขอรับการสนับสนุนจากสำนักงบประมาณ ในการพิจารณาจัดสรรงบประมาณการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นค่าเดินทาง (รถรับ-ส่งนักเรียน) ให้กับนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่นักเรียนที่ยากไร้เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาให้กับนักเรียนทุกคนให้มีมาตรฐานและคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีสิทธิที่จะได้รับและเข้าถึงการศึกษาอย่างทั่วถึง รวมทั้งให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและเยาวชนซึ่งขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อให้เด็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กปฐมวัยได้รับการส่งเสริม พัฒนา และสนับสนุนเงินและค่าใช้จ่ายให้แก่เด็กยากไร้ซึ่งขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาส เพื่อเป็นมาตรการป้องกัน การหลุดออกจากระบบการศึกษา

– กำหนดให้ความปลอดภัยของนักเรียนในการเดินทางด้วยรถรับ-ส่งนักเรียนเป็นวาระของกระทรวงศึกษาธิการและของทุกโรงเรียน โดยผู้บริหารโรงเรียนเป็นจุดจัดการเครือข่ายรถรับ-ส่งนักเรียน และแต่งตั้งครูงานกิจการนักเรียน ทำหน้าที่เป็นครูที่ดูแลรถรับ-ส่งนักเรียน จำนวนไม่น้อยกว่า 1 คน และกำหนดให้รูปแบบเครือข่ายรถรับ-ส่งนักเรียน เป็นภารกิจหนึ่งของงานกิจการนักเรียน

                     สำหรับกระทรวงคมนาคม โดยกรมการขนส่งทางบก

                           – กำหนดมาตรการหรือแนวทางสนับสนุนเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ขับรถรับ-ส่งนักเรียนนำรถเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลผ่านการขึ้นทะเบียนขอใบอนุญาตการใช้รถรับ-ส่งนักเรียน เพื่อเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยให้กับรถรับ-ส่งนักเรียนอย่างเป็นระบบและการบริหารจัดการระบบรถรับ-ส่งนักเรียนให้มีความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ

– พิจารณาทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบันให้มีความสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และเป็นปัญหาและอุปสรรคในการขับเคลื่อนสำหรับการรับ-ส่งนักเรียนขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อแก้ไขปัญหาให้สอดคล้อง เหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบัน และควรพิจารณาทบทวน กำหนดประเภทใบอนุญาตขับรถยนต์รถรับ-ส่งนักเรียนเป็นการเฉพาะเพื่อให้มีมาตรฐานและแตกต่างจากใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล หรือใบอนุญาตขับรถโดยสารสาธารณะประเภทอื่น ๆ

– สนับสนุนให้สำนักงานขนส่งในแต่ละจังหวัดจัดโครงการอบรมเสริมสร้างความรู้ และสร้างความเข้าใจระหว่างผู้ขับรถรับ-ส่งนักเรียน  โรงเรียน และผู้ปกครอง  และเห็นควรให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งให้ความสำคัญและจัดโครงการเสริมสร้างความปลอดภัยรถรับ-ส่งนักเรียนของแต่ละจังหวัด และควรกำหนดแนวทางปฏิบัติในการอนุญาตให้ใช้รถรับจ้างรับส่งนักเรียนให้มีแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับสภาพวิถีชีวิตของชุมชนในแต่ละพื้นที่

 

– การจัดทำฐานข้อมูลรถรับ-ส่งนักเรียน พัฒนารูปแบบ วิธีการจัดเก็บข้อมูล และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการจัดการระบบรถรับ-ส่งนักเรียนร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ

– การออกหนังสือรับรองของโรงเรียนและสถานศึกษากำหนดให้ ผู้ขออนุญาตขับรถรับ-ส่งนักเรียนต้องขอหนังสือรับรองจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา โดยกำหนดให้หนังสือรับรองมีผลบังคับใช้ได้ 1 ภาคการศึกษา

                     ข้อเสนอแนะสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

                     – เสนอแนะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนงบประมาณด้านการเดินทางและบริหารจัดการรถรับ-ส่งนักเรียนเพื่ออำนวยความสะดวกและส่งเสริมความปลอดภัยในการเดินทางมาเรียนของเด็กและเยาวชน เด็กด้อยโอกาส

ข้อเสนอแนะสำหรับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

– เสนอแนะให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในด้านความปลอดภัยเชิงป้องกันให้กับการเดินทางไปโรงเรียนโดยรถรับ-ส่งนักเรียนและเสริมสร้างให้เกิดระบบบริหารจัดการรถรับ-ส่งนักเรียนอัจฉริยะต้นแบบที่เหมาะสมตามบริบทของโรงเรียน ผู้ปกครอง พร้อมทั้งพัฒนาให้เกิดระบบฐานข้อมูลในการเชื่อมต่อการบูรณาการของการรับ-ส่งนักเรียนในพื้นที่ที่สำคัญตามโครงการ Smart School Bus

ข้อเสนอแนะด้านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

                     – เสนอแนะให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมภายใต้กลไกคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนเพื่อพิจารณาแนวทางจัดทำแผนความปลอดภัยและการแก้ไขกฎระเบียบการพัฒนาระบบจัดการรถรับ-ส่งนักเรียนให้มีความปลอดภัยอย่างยั่งยืน

– เสนอแนะให้ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดทุกจังหวัดกำหนดให้มีแผนยุทธศาสตร์หรือคณะทำงานด้านความปลอดภัยรถรับ-ส่งนักเรียนในทุกจังหวัด เพื่อบูรณาการจัดทำแผนความปลอดภัยรถรับ-ส่งนักเรียนในทุกจังหวัด

– กำหนดให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการใช้บริการรถรับ-ส่งนักเรียน ตลอดถึงลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประกอบอาชีพรับส่งนักเรียนเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้กับโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างระบบการเดินทางที่ปลอดภัยให้กับนักเรียนทุกคน เพื่อสนับสนุนหลักเกณฑ์การจัดการระบบรถรับ-ส่งนักเรียน