ปัญหากองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. เป็นหน่วยงานของรัฐที่อยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง จัดตั้งขึ้นเพื่อให้นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์กู้ยืมเงินเพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่าย ระหว่างการศึกษา เพื่อเพิ่มโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา  แต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น คือ เมื่อผู้ได้ทุนสำเร็จการศึกษาแล้ว ไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ ประกอบกับหลักเกณฑ์ การกำหนดวิธีการ และเงื่อนไขในการผ่อนผันให้ผู้กู้ยืม ระบบติดตามและการบังคับการชำระหนี้ไม่เข้มงวด  จึงเกิดปัญหาหนี้ค้างชำระ ส่งผลให้ผู้กู้ยืมถูก ฟ้องร้องดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก

แม้ว่า จะมีประกาศพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2566  มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มีสาระสำคัญกำหนดให้ คณะกรรมกองทุนเงินยืมเพื่อการศึกษากำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการผ่อนผันให้ผู้กู้ยืมชำระ คืนเงินกองทุน แตกต่างไปจากจำนวน ระยะเวลา หรือวิธีการที่กำหนดไว้ หรือลดหย่อนหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ แปลงหนี้ใหม่ หรือระงับการชำระเงินคืนกองทุนตามที่ผู้กู้ยืมเงินร้องขอเป็นรายบุคคล หรือเป็นการทั่วไป ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว สามารถกระทำได้แม้จะอยู่ระหว่างการดำเนินคดี หรือ คำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้ว หรืออยู่ระหว่างการบังคับคดี ตามาตรา 44 วรรค 4 และวรรค 5 ประกอบมาตรา 19 ววรค 1(7) แห่งพระราชบัญยัติกองทุนเงินให้กู้ยืมทางการศึกษา(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566

ซึ่งเมื่อมีประกาศ พ.ร.บ. ดังกล่าว ได้มีผู้กู้ยืมเงินขอเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ แต่ กยศ. แจ้งว่า ยังไม่มีนโยบายที่จะดำเนินการตามกฎหมายใหม่ ทำให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน และได้มายื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้เร่งรัด ตรวจสอบ เพื่อให้ กยศ. ปฏิบัติตามกฎหมายใหม่อย่างเร็วที่สุด

จากการแสวงหาข้อเท็จจริงพบว่า กยศ. อยู่ระหว่างการดำเนินการออกหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้  ซึ่งในระหว่างการดำเนินการนี้ ได้มีผู้กู้ยืมเงินจาก กยศ. ที่สอบถามผ่านทางไลน์ของกยศ. และโทรศัพท์เพื่อขอชะลอการบังคับคดี และขอไกล่เกลี่ยเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ ผู้ร้องเรียนได้ติดต่อทางโทรศัพท์ไปยัง กยศ. เพื่อขอทำการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่า กรณีของผู้ร้องเรียนจะต้องดำเนินการชำระหนี้ปิดบัญชีเท่านั้นไม่สามารถขอผ่อนชำระได้ และปัจจุบันคณะกรรมการกองทุนฯ ยังไม่ได้ดำเนินการออกหลักเกณฑ์

กยศ. ได้ชี้แจงว่า กยศ. มีมาตรการช่วยเหลือผู้กู้ยืมเงินโดยการขยายเวลาลดหย่อนหนี้ พร้อมทั้งลดอัตราดอกเบี้ย และมีมาตรการชะลอฟ้องร้องดำเนินคดี ชะลอการบังคับคดี และงดการขายทอดตลาด เพื่อไม่ให้เกิดการยึดทรัพย์ของ   ผู้กู้ยืมเงิน ดังนี้

  1. กรณี ผู้กู้ยืมเงินที่ได้โทรศัพท์ติดต่อสอบถามมายังกองทุนผ่าน Call Center เกี่ยวกับแนวทางการปรับ

โครงสร้างหนี้ หรือการแปลงหนี้ใหม่ตาม พ.ร.บ.กองทุนเงืนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ซึ่ง กยศ.อยู่ระหว่างการออกหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและแนวทางปฏิบัติเพื่อรองรับพ.ร.บ.กองทุนเงืนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566  จึงขอให้ผู้กู้ยืมเงินติดตามความคืบหน้าผ่านทางเว็บไซต์ของ กยศ. สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ถูกดำเนินคดีหรือถูกบังคับคดีแล้ว ขอให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาไปก่อน

  1. กรณี ผู้กู้ยืมเงินที กยศ. บอกเลิกสัญญาแล้วแต่ยังไม่ได้ฟ้องร้องดำเนินคดี สามารถลงทะเบียนขอ

ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทผ่านแอปพลิเคชันของ กยศ. โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้กู้ยืมเงินจะไม่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีและจะได้รับส่วนลดเบี้ยปรับ เปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้ และ กยศ. จะขยายเวลาการผ่อนชำระหนี้

  1. กรณี ผู้กู้ยืมเงินกลุ่มที่สาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่ยังไม่ได้บังคับคดี กยศ.จะเร่งดำเนินการกำหนด

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้สำหรับผู้กู้ยืมเงินกลุ่มดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งผู้กู้ยืมเงินที่มีความประสงค์จะทำสัญญา สามารถขอไกล่เกลี่ยคดีได้ ทางช่องทางข้อมูลข่าวสารของ กยศ.

  1. กรณี ผู้กู้ยืมเงินกลุ่มที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดและถูกบังคับคดีแล้ว กยศ. ได้ดำเนินการชะลอการ

ยึดทรัพย์ บังคับคดี และมีหนังสือแจ้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 -9 และผู้พิพากษาหัวหน้าศาลทั่วประเทศ เพื่อขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีออกไปอีก 2 ปี เพื่อไม่ให้เกิดการยึดทรัพย์ของผู้กู้ยืมเงินดังกล่าว โดยหากคดีของ ผู้กู้ยืมเงินรายใดใกล้ครบระยะเวลาบังคับคดี และจำเป็นต้องยึดทรัพย์ไปก่อน กยศ. จะดำเนินการติดต่อผู้กู้ยืมเงินและผู้ค้ำประกันให้ทำบันทึกข้อตกลงไกล่เกหลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดีเพื่องดการขายทอดตลาดละดำเนินการให้เป็นไปตามพ.ร.บ.กองทุนเงืนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 กำหนดต่อไป

ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า แม้ทางคณะกรรมการ กยศ. จะได้พิจารณาอนุมัติหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขสำหรับผู้กู้ยืมเงินทุกกลุ่มแล้ว โดยผู้กู้ยืมเงินเหล่านี้สามารถ     ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เพื่อลดยอดหนี้และผ่อนชำระหนี้ให้แก่กองทุนฯ ได้ภายในระยะเวลา 15 ปี และปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงเงื่อนไขบางประการ อีกทั้ง กยศ.ยังได้กำหนดมาตรการหรือแนวทางในการช่วยเหลือผู้กู้ยืมเงินแล้วก็ตาม แต่ด้วยความล่าช้าในการดำเนินการและขาดการสื่อสารที่ชัดเจนกับทางผู้กู้ยืมเงิน จึงนำไปสู่ความขัดแย้งและการร้องเรียนในครั้งนี้

ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงมีให้ทาง กยศ. เร่งรัดดำเนินการในส่วนที่เป็นปัญหาดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อคลี่คลายปมปัญหาความเดือดร้อน และสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย  โดยต่อมา กยศ. ได้ออกประกาศคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้ของผู้กู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2566 ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2566  โดยผู้กู้ยืมเงินจะเริ่มทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ได้ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นต้นไป