ผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งรัฐเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัยเหตุเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้เคมีคอล เสนอแนะถอดบทเรียนป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ พร้อมเสนอมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้น-ระยะยาว

ผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งรัฐเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัยเหตุเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้เคมีคอล เสนอแนะถอดบทเรียนป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ พร้อมเสนอมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้น-ระยะยาว

              จากกรณีเหตุการณ์ระเบิดและเพลิงไหม้โรงงานผลิตเม็ดโฟมและพลาสติกของ บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ตั้งอยู่ภายในซอยกิ่งแก้ว 21 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา แรงระเบิดส่งผลให้บ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนในรัศมี 1 - 2 กิโลเมตร ได้รับความเสียหาย มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก โรงงานดังกล่าวเป็นสถานที่เก็บสารเคมีและวัตถุอันตราย ซึ่งภายหลังพบว่าโรงงานดังกล่าวมีการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ได้แก่ สารสไตรีนโมโนเมอร์ ซึ่งเป็นตัวทำละลายและเป็นสารไวไฟในกลุ่มอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Aromatic Hydrocarbons) และสาเหตุเกิดจากถังเก็บสารเคมีขนาดไม่น้อยกว่า 2,000 ลิตร เกิดเพลิงไหม้และระเบิดขึ้น ส่งผลให้มีไอระเหยของสารสไตรีน และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) กระจายออกไปโดยรอบในรัศมีประมาณ 5 กิโลเมตร ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ในวงกว้างผู้ตรวจการแผ่นดินได้พิจารณาเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างมาก การดำเนินการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย จึงต้องเป็นไปอย่างเร่งด่วนทันท่วงทีผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเห็นควรให้มีการหยิบยกปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนขึ้นพิจารณาแสวงหาข้อเท็จจริงได้โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้แจ้งหรือผู้ร้องเรียน (Own Motion Investigations) ซึ่งเป็นไปตามหน้าที่และอำนาจที่กำหนดไว้ในมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 ประกอบกับกรณีดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐเพื่อกำหนดแนวทางและมาตรการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนในด้านต่าง ๆ ที่ชัดเจนและเป็นระบบ รวมทั้งประชาสัมพันธ์ชี้แจงทำความเข้าใจให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบถึงมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐอย่างทั่วถึง

              เมื่อวันที่ 9 กรกฏาคม 2564 ผู้ตรวจการแผ่นดิน (รองศาสตราจารย์ อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์) ได้เชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ระบบ Zoom อย่างเร่งด่วน เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตเม็ดโฟมและพลาสติก ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ร่วมประชุมกับนายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมโยธาธิการและผังเมือง สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ สภาวิศวกร กรมควบคุมมลพิษ สำนักป้องกันบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ประกันภัย สำนักงานยุติธรรมจังหวัดสมุทรปราการ เป็นต้น

             จากการประชุมดังกล่าวพบว่า หน่วยงานต่าง ๆ ได้บูรณาการความร่วมมือเพื่อให้ความช่วยเหลือดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มกำลัง ทั้งในส่วนของการระงับเหตุเพลิงไหม้ที่ได้จัดวางกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างต่อเนื่อง แม้เหตุเพลิงไหม้จะระงับลงแล้วแต่ยังต้องคอยเฝ้าระวังการปะทุของเพลิงไหม้ตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากสารเคมีที่เป็นสาเหตุของการระเบิดในครั้งนี้ยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการจัดการเพื่อการเคลื่อนย้าย รวมถึงการจัดตั้งศูนย์อพยพ แก่ประชาชน จำนวน 9 จุด โดยจังหวัดสมุทรปราการได้ประสานงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลบางโฉลง และองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ รวบรวมสิ่งของจำเป็นให้กับประชาชนผู้ประสบภัย นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการจะได้มอบเงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 100,000 บาท ให้แก่อาสาสมัครผู้ปฏิบัติหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยที่เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้ อีกทั้งจังหวัดสมุทรปราการได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ขณะเดียวกันผู้ว่าราชการจังหวัดได้มอบหมายให้นายอำเภอทำหน้าที่ในการบูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ รวมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนโดยได้มีประกาศให้จังหวัดสมุทรปราการเป็นพื้นที่ประสบภัย ซึ่งในกรณีฉุกเฉินจังหวัดสามารถใช้จ่ายเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด วงเงิน 20 ล้านบาท ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 และยังได้มอบหมายให้นายอำเภอเป็นประธานคณะทำงานเพื่อรวบรวมความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด และให้เทศบาลเป็นคนสำรวจความเสียหายของบ้านเรือนแต่ละหลัง

              สำหรับการช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้จัดสรรเงินเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ โดยจะใช้เงินทดรองราชการเป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเรื่องค่าซ่อมบ้าน ส่วนกรุงเทพมหานครจะใช้เงินเยียวยาตามระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยการสงเคราะห์ผู้ประสบสาธารณภัย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 ในการช่วยเหลือเงินค่าเช่าบ้าน ค่ารักษาพยาบาล ค่าปลอบขวัญ เป็นต้น นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยได้เข้ามาดูแลในส่วนที่เป็นการประกันภัยของตัวโรงงาน รวมถึงทรัพย์สินของโรงงาน และบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายโดยรอบ อีกทั้งยังได้ดำเนินการประสานงานในพื้นที่ร่วมกับอัยการจังหวัดสมุทรปราการเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือประชาชน และตั้งจุดบริการเพื่อให้ประชาชนยื่นคำร้องเรียกค่าเสียหาย เพื่อจะได้รวบรวมบัญชีรายชื่อทรัพย์สินและสิ่งของที่ได้รับความเสียหาย และได้ให้บริการประชาชนในเรื่องกฎหมาย รวมถึงการให้ความคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเรียกค่าสินไหมทดแทน โดยประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถยื่นคำร้องได้ที่จุดบริการประชาชนสถานีตำรวจภูธรบางแก้ว อย่างไรก็ตาม นอกจากความเสียหายที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจมองไม่เห็น ทั้งสารปนเปื้อนในอากาศ น้ำ สำหรับกรณีดังกล่าว สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ มีความห่วงกังวลต่อประชาชนที่สูดดมไอร้อนจากเหตุเพลิงไหม้ เนื่องจากสารสไตรีนโมโนเมอร์จะก่อให้เกิดความระคายเคืองผิวหนัง เยื่อบุ กรณีที่สูดดมเข้าไปจะออกฤทธิ์ต่อประสาทส่วนกลาง ทำให้มีอาการมึนงง และในระยะยาวจะมีลผกระทบต่อการได้ยิน และเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ มีผลต่ออวัยวะตับ ไต ดังนั้น หลังจากที่ประชาชนจะทยอยกลับเข้าพื้นที่ ทางสาธารณสุขจังหวัดจะดำเนินการติดตามเรื่องสุขภาพของผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นระยะเวลาอย่างน้อยหนึ่งปี  ทั้งนี้ จากการตรวจสอบสภาพอากาศพบว่าระดับการปนเปื้อนสารพิษในอากาศอยู่ในระดับที่ต้องระมัดระวัง โดยขอให้ประชาชนใส่หน้ากาก N95 การดำเนินการในขั้นต่อไปคือการเคลื่อนย้ายถังสารเคมี ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบสิ่งกีดขวางต่าง ๆ เพื่อให้การเคลื่อนย้ายเป็นไปโดยสะดวก และรักษาระดับอุณหภูมิในถังสารเคมีให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย เหมาะสมต่อการขนย้ายจากการประชุมหารือร่วมกับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงมีข้อเสนอแนะ ต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งออกเป็นมาตรการระยะเร่งด่วน และมาตรการระยะยาวดังนี้

1. มาตรการระยะเร่งด่วน
1.1 จังหวัดสมุทรปราการควรจัดทำชุดข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการของภาครัฐในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้น รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในเรื่องเอกสารราชการโดยหยิบยื่นบริการให้ผู้เดือดร้อนอย่างถึงตัวแบบเบ็ดเสร็จ เช่น การรับแจ้งทรัพย์สินหรือเอกสารราชการสูญหาย บริการทำบัตรประจำตัวประชาชนเคลื่อนที่ ตลอดจนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ถึงมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวด้วยความทั่วถึงชัดเจนเป็นระบบ และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

1.2 จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ควรประสานความร่วมมือกับสมาคมและองค์กรวิชาชีพ เช่น สภาวิศวกร วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปภัมภ์ สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ เพื่อขอรับการสนับสนุนบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในกระบวนการขนย้ายและกำจัดวัตถุอันตราย การกำหนดมาตรการควบคุมมลพิษที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ รวมทั้งการสำรวจความเสียหายและตรวจสอบโครงสร้างของอาคารสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับผลกระทบจากแรงระเบิดและเพลิงไหม้ดังกล่าว ตลอดจนการให้คำแนะนำและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเกี่ยวกับแนวทางในการซ่อมแซมอาคารทั้งในเชิงเทคนิคและข้อกฎหมาย

2. มาตรการระยะยาว
2.1 กรมโรงงานอุตสาหกรรม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรเร่งดำเนินการสำรวจ ตรวจสอบ และประเมินความเสี่ยงโรงงานทั่วประเทศที่มีวัตถุอันตรายไว้ในครอบครอง รวมทั้งจำกัดปริมาณการครอบครองวัตถุอันตรายที่นำไปใช้ในทางอุตสาหกรรมมิให้อยู่ในระดับที่สูงเกินความจำเป็น หากพบโรงงานที่มีความเสี่ยงหรืออยู่ในสภาพที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชุมชนโดยรอบ ขอให้เร่งมีคำสั่งให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
โดยเร่งด่วนทันที

2.2 กรมโรงงานอุตสาหกรรม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ควรรวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลกลางในระบบออนไลน์ ซึ่งแสดงข้อมูลของโรงงานที่มีการจัดเก็บวัตถุอันตราย แบ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานของโรงงานและวัตถุอันตรายที่ตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน อันเป็นข้อมูลที่จะต้องเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้ และข้อมูลเชิงเทคนิคของโรงงาน เช่น พิมพ์เขียวหรือแบบแปลนของโรงงาน ชื่อวัตถุอันตราย สถานที่จัดเก็บและวิธีการป้องกันหรือกำจัด ฯลฯ เพื่อให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือหน่วยงานที่เผชิญเหตุ สามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการป้องกันและระงับเหตุฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที


 


Create 1 August 2021 | Update 27 July 2021
จำนวนผู้อ่านทั้งหมด 340